ด่วนมาก!!! กฎหมายใหม่ออกมาแล้ว ผู้ใช้รถใช้ถนน กับ “ตำรวจจราจร” ถ้าเราไม่มีความผิดจริงขอสู้คดีได้แบบนี้!!!

ด่วนมาก!!! กฎหมายใหม่ออกมาแล้ว ผู้ใช้รถใช้ถนน กับ “ตำรวจจราจร” ถ้าเราไม่มีความผิดจริงขอสู้คดีได้แบบนี้!!!

head6

เชื่อเลยว่าหลายคนคงเคยโดน ตำรวจจราจรเรียก แล้วถ้าถูกออกใบสั่งแล้วเราเห็นว่า“ไม่ผิด” ควรโต้แย้ง แต่ถ้าตำรวจยืนยันว่าผิด ให้แจ้งว่าประสงค์ขอต่อสู้คดีนี้ เพื่อให้ศาลพิจารณาคดี ซึ่งท้ายสุดเมื่อเราแพ้คดีก็แค่เสียค่าปรับ แต่ถ้าชนะค่อยฟ้องกลับตามอาญา 157 ออกใบสั่งไม่ชอบด้วยกม. เชื่อเลยว่าหลายคนคงเคยเจอะเจอกับตัวเอง เวลาขับรถแล้วโดนใบสั่งข้อหาต่างๆ และแอบสงสัยอยู่เช่นกันว่า “มีข้อหานี้ด้วยเหรอ?” อย่างกรณีล่าสุดที่เถียงกันสนั่นโซเชียลฯ การเสริมแหนบในรถยนต์ผิดกฎหมายหรือไม่? แน่นอนเรื่องนี้ “กรมการขนส่งทางบก” ตอบชัดเจน เสริมแหนบในรถยนต์ ต้องขอแก้ไขกับนายทะเบียน “ฝ่าฝืนมีความผิด” ซึ่งโทษกรณีแก้ไขดัดแปลงสภาพรถ โดยไม่ได้รับอนุญาต ได้แก่ “รถยนต์” ผิดตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ปรับสูงสุด 2,000 บาท “รถขนส่ง” ผิดตาม พ.ร.บ. ขนส่งทางบก ปรับสูงสุด 5,000 บาท

สิ่งที่ควรรู้ก่อนแก้ไขดัดแปลงสภาพรถ คือ “ต้องแจ้งขออนุญาต” ต่อนายทะเบียน อาทิ การเปลี่ยนเครื่องยนต์ การเปลี่ยนสี การติดตั้งโครงหลังคา โครงเหล็กด้านข้างรถ ฝาปิดด้านท้ายติดตั้งอุปกรณ์ทุ่นแรงยกสิ่งของ (Tail Lift) การเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง ดัดแปลงตัวถังรถ ระบบรองรับน้ำหนัก (เช่น เสริมแหนบ, โหลดเตี้ย และยกสูง) ระบบกันสะเทือน ระบบบังคับเลี้ยว ระบบขับเคลื่อน ส่วนการแก้ไขดัดแปลงสภาพรถที่ “ไม่ต้องแจ้งขออนุญาต” ได้แก่ การติดตั้งแร็คหลังคา โรลบาร์ สปอยเลอร์ บันไดขึ้น-ลงห้องโดยสาร แม็กไลน์เนอร์ กันชน อุปกรณ์ขนจักรยาน จุ๊บไขลาน เป็นต้น

จึงเกิดคำถามตามมา “เมื่อได้รับใบสั่งที่ไม่ถูกต้อง จะทำอย่างไร” โดยเราเชื่อว่าใบสั่งและข้อหานั้นไม่ถูกต้อง “นายเกิดผล แก้วเกิด” ทนายความและนักกฎหมายชื่อดังในโลกออนไลน์ ไขข้อกฎหมายว่า “การเถียงกัน” ไม่ใช่การแก้ปัญหา และเวลาเถียงกับเจ้าพนักงานตำรวจ “มีโอกาสที่จะโดนข้อหาอื่นตามมา” เพราะบันดาลโทสะ ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จนกลายเป็นคดีอื่นๆ ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น “ต้องเข้าใจตำรวจด้วยว่า กำลังปฎิบัติหน้าที่ เราจะพูดอะไรก็พูดเฉพาะคดีของเรา บันทึกเสียงและภาพได้ ไม่ต้องห่วงว่าจะถูกดำเนินคดี ในข้อหาถ่ายรูปหรือถ่ายคลิปเจ้าพนักงาน เพราะไม่มีกฎหมายห้าม” แต่สิ่งหนึ่งต้องให้เกียรติ “คู่สนทนา” แม้ว่าคู่สนทนาจะพูดจาไม่ให้เกียรติ อันเป็นการแสดงถึงวุฒิภาวะอย่างหนึ่ง มักจะหลุดภาษาออกมาโดยพลั้งเผลอ ซึ่งคำๆ นั้นจะมี “คดีหมิ่นประมาท” ตามมา แต่ถ้าให้เกียรติกัน จะทำให้ลดความขัดแย้งและความรุนแรงลงได้ จึงควรพยามพูดอยู่ในเหตุผล และหลักกฎหมาย ซึ่งสำคัญกว่า “การยั่วยุกัน”

ต้องมั่นใจว่า “เราไม่ได้ทำผิด” ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า พ.ร.บ.จราจรทางบก, พ.ร.บ.รถยนต์ และพ.ร.บ.ขนส่งทางบก ซึ่งหากเราไม่รู้ข้อมูลใดๆ โอกาสที่จะโต้แย้งจึงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นควรรู้ให้จริง หากไม่ผิดมาตรานี้ จะไปผิดมาตราอื่นหรือไม่ ไม่ใช่จะทำดังเช่นว่า “ดันทุรังเถียงข้างๆ คูๆ”เช่นเดียวกัน “ตำรวจ” ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ถูกต้อง ซึ่งก่อนที่เราจะรับใบสั่ง ตรวจดูว่าข้อหาถูกต้องหรือเปล่าไม่ใช่กล่าวหาว่า “ท่อไอเสียรถเสียงดัง” แต่ไปเขียนในใบสั่งว่า “ขับรถไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย” ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้อง ควรโต้แย้งให้แก้ไขให้ถูกต้อง เพราะ…ถ้ารับใบสั่งมาแล้ว เท่ากับยอมรับข้อหาในใบสั่งนั้นถูกต้อง (แต่จะผิดหรือไม่อีกประเด็นหนึ่ง)

“เจ้าพนักงานจราจร ไม่มีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับจราจร ที่โต๊ะปรับทันที การชำระค่าปรับที่ไหน เมื่อไหร่ เป็นสิทธิของผู้ต้องหา แต่ต้องขึ้นอยู่ในระยะกำหนด 7 วัน หรือ 10 วัน แล้วแต่กรณี ตามพ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 141 และการตั้งโต๊ะเทียบปรับ เป็นเพียงการอำนวยความสะดวก ชำระค่าปรับให้ผู้ขับขี่ที่กระทำผิดกฎจราจรเท่านั้น”ต้องยอมรับเลยว่าเรื่อง “จราจร” เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก แต่ถ้าไม่ผิด เรามีทางเลือกที่จะไม่จ่ายได้ไหม? “ทนายวิรัช หวังปิติพาณิชย์” แนะว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ถ้าถูกออกใบสั่งแล้วเราเห็นว่า “ไม่ผิด” ควรโต้แย้ง แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าผิด ให้แจ้งว่าประสงค์ขอต่อสู้คดีนี้ เพื่อให้ศาลพิจารณาคดีต่อไปหากไม่มีทนาย ศาลจะตั้งทนายให้ไม่เสียค่าใช้จ่าย ท้ายสุดเมื่อแพ้คดีก็แค่เสียค่าปรับ แต่ถ้าชนะคดี ค่อยกลับมาฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 การออกใบสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย “ย่อมเป็นความผิด” ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ในกรณีที่ท่านไปแจ้งพนักงานสอบสวนแล้ว เห็นว่าล่าช้า หรือคิดว่าแจ้งแล้วคดีจะไม่คืบหน้าและไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถจ้างทนายความฟ้องร้องได้ด้วยตัวเอง”การดำเนินคดี…ไม่มีอะไรยุ่งยาก หากรู้จริง และมีความกล้าที่เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเองสักหน่อย แต่อย่าลืมว่า…ความผิดตาม “กฎหมายจราจร” ส่วนใหญ่นั้นเป็น“ความผิดลหุโทษ” ซึ่งศาลจะให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัว แม้แพ้คดีก็ไม่มีประวัติทางอาชญากรรมทั้งหมดที่กล่าวมา คือ “สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่พึงกระทำได้” สิทธิที่เราจะเชื่อหรือไม่ก็ได้ หรือจะทำตามคำแนะนำก็เป็นสิทธิของเรา เพราะการเป็น “ทะแนะ” หรือ “ทนายปลอม” ให้ข้อมูลเท็จ ก็จะมีโทษจำคุกตามกฎหมาย

ที่มา dailynews