อยู่ในสังคมไม่ได้!!! น็อต อัครณัฐ น้ำตาคลอ อยู่แทบไม่ได้แล้ว โดนกระหน่ำด่า บุกปาไข่ถึงบ้านแบบนี้ น็อคคารถจริงๆ!!!

อยู่ในสังคมไม่ได้!!! น็อต อัครณัฐ “กราบรถกู” น้ำตาคลอ อยู่แทบไม่ได้แล้ว โดนกระหน่ำด่า บุกปาไข่ถึงบ้านแบบนี้ น็อคคารถจริงๆ!!!

2

จากคลิปล่าสุด #กราบรถกู ของนักแสดงและพิธีกรหนุ่ม น็อต อัครณัฐ ที่ทำร้ายร่างกายคู่กรณี นายกิตติศักดิ์ หรือ บอย จนจมูกหักและให้กราบรถมินิคูเปอร์ของตัวเอง เพราะอ้างว่าชนแล้วหนีตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. ซึ่งในวันเกิดเหตุต่างฝ่ายต่างตกลงจบกันด้วยดีไม่มีการแจ้งความ โดยช่วงเย็นวานนี้ (6 พ.ย.) นายบอย คู่กรณีพร้อมคุณแม่ เดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.ยานนาวา ในข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เพราะครอบครัวเห็นคลิปแล้วรับไม่ได้และผลตรวจจมูกพบว่าจมูกหักผิดรูป ด้าน น็อต อัครณัฐ พร้อมทนายก็เดินทางมาให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน โดยแจ้งกลับทางคู่กรณีในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเกิดความเสียหาย นายบอย กิตติศักดิ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า “แท็กซี่ชนตูดผมมา ผมก็หันไปมองรถแท็กซี่ พอดีไปชนรถพี่น็อตเค้าครับ ผมก็นึกว่าแค่เฉี่ยวเป็นรอยเฉยๆ ผมก็เลยขี่ไป พี่เค้าตะโกนว่าชนแล้วหนีๆ ผมก็เลยกลับรถมาจะมาบอกว่าแท็กซี่มันชนตูดผม พี่เค้าก็คงโมโหว่าผมไม่จอดรถ เค้าก็มากระชากเลยครับ ทีแรกจะไม่เอาความครับ เพราะเค้าบอกว่าเป็นพิธีกรอะไรก็เห็นใจครับ ผมกับแม่เลยไม่แจ้งความ จนแม่เห็นคลิปวันนี้ ที่บ้านเค้ารับไม่ได้ว่าให้กราบรถก็เลยมาแจ้งความ ส่วนอาการ หมอบอกว่าจมูกหักเปลี่ยนรูปไม่เข้าทรง มีการตกลงกันว่าเค้าบอกจะช่วยค่าพยาบาลและรถเค้าจะซ่อมเอง เค้าแจ้งข้อหาชนแล้วหนี เราแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายครับ ตอนผมจอดรถก็บอกว่าผมขอโทษๆ เค้าก็ต่อยผมกระชากไปอีกทางฝั่งรถเค้า”

คุณแม่ของบอย คู่กรณีกล่าวว่า “คิดว่าอุบัติเหตุธรรมดาไม่มีอะไร ก็ว่ากันไปใครชนใครตามกฎหมาย ทีนี้ลูกชายมาบอกบอยโดนต่อยด้วยนะ เรามองด้วยตาก็ไม่เห็น ลูกดั้งแค่เขียวเท่านั้น แล้วน้องน็อตก็มาสุภาพมาก มาขอโทษมายกมือไหว้ ไม่อยากให้ถึงสื่อเพราะผมกลัวอนาคตผมเสีย ถึงได้รู้ว่าเค้าเป็นพิธีกร เราก็บอกไม่เป็นไรจะปกป้องให้ เพราะลูกก็แค่ดั้งเขียวเท่านั้น เค้ามายอมรับว่าอารมณ์ชั่ววูบ เค้ารักรถเค้า ก็เลยตัดสินใจไม่แจ้งความ แต่วันนี้ตอนบ่ายเจอคลิปแล้วรับไม่ได้ ขนาดลูกเรายกมือไหว้ เค้ายังต่อยลูกเราเลย รับไม่ได้ว่าคุณมาหาฉันเป็นพระเอกเต็มตัว แต่คุณทำลูกฉันแบบผู้ร้ายสุดๆ เกิดมาจากไหนทำแบบนี้ได้ ทำได้สองหน้านี่ไม่เข้าใจ เมื่อวันศุกร์เราเป็นแม่พระ ใช่เราให้อภัยคุณ แต่วันนี้ชั้นหมดแล้วความให้อภัยคุณ ต่อยครั้งสองครั้งเราอนุโลมได้ว่าลูกเราผิด เค้าเลี้ยวรถไปจอดอีกฝั่ง ระหว่างมอเตอร์ไซค์กับคนวิ่งตามอะไรมันจะทันกว่ากันก็คิดเอาเองนะถ้าเค้าจะหนี ก็ว่าไปตามกฎหมายแล้วกัน เพราะแม่ก็ไม่เหลืออะไรที่จะช่วยใครได้แล้ว คือสภาพจิตใจเราก็แย่แล้ว เรานอนเห็นลูกปวดจมูกมา 2 วันแล้วก็แทบแย่แล้ว เรารับไม่ได้”
ด้าน น็อต อัครณัฐ หลังสอบปากคำเสร็จออกมาให้สัมภาษณ์แบบหมดเปลือกว่า “รถมันก็ติดมาก ผมก็ติดอยู่ตรงนั้น คุยกันอยู่ในรถกับเพื่อน หลังจากนั้นมีเสียงดังเข้ามา ผมก็อ้าว…หันไปข้างหลังก็มีรถมอเตอร์ไซค์ขับออกจากรถผมไป แซงไปทางซ้าย ผมกับเพื่อนก็เปิดกระจกลงพยายามเรียกเค้าบอก เฮ้ย…จอดๆ อย่าหนีพี่ แต่พอเค้าไปอีกไม่ไกลมาก เค้าก็จอด ตัดสินใจวกรถไปฝั่งตรงข้าม ผมเข้าใจว่าการวกรถแบบนี้คงไม่ดีสำหรับผมแล้ว ก็เปิดประตูรถวิ่งผ่านรถแท็กซี่ รถเมล์อะไรไป เพื่อเอาเค้าอยู่ให้ได้ เอาเค้าลงมาให้ได้ เค้าก็ไม่ยอมลงจากรถ ผมต้องทำยังไงก็ได้ให้เค้ากลับมา ถ้าเค้าขับหนีผมไป ผมก็ต้องกลายเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ถามว่าผมผิดมั้ย ผมผิดครับ ผมยอมรับว่าผมผิด ขอโทษทั้งพี่ๆ สื่อมวลชน คุณพ่อคุณแม่ ทุกคนที่เกี่ยวข้อง น้องบอยและครอบครัวของเค้า ไม่ใช่ว่าหลังเกิดเหตุผมจะไม่รับผิดชอบใดๆ ผมคุยกับเค้าตั้งแต่วันนั้นแล้วมาคุยกันตรงนี้ เราคุยกันไม่มีอารมณ์มาโกรธหรืออะไรกันเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจและทุกคนก็อยู่ตรงนี้”

“ผมบอกว่าแม่…เอาตรงๆ นะ ผมรู้สึกผิดมาก แต่เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นคืออะไร ชาวบ้านไทยมุงทุกคนแถวนั้นรุมด่าผม ทุกคนรุมอะไรก็แล้วแต่ ถามว่าสมควรมั้ยก็สมควรแหละ เพราะเค้าเห็นเฉพาะในจุดที่ผมไปทำน้อง ที่เค้าบอกว่าติดต่อไม่ได้ ผมโทรกลับเค้าครับในเวลา 21.32 น. เป็นเวลา 7 นาที เราได้พูดคุยกัน คุณแม่บอกว่าญาติไม่ยอม เห็นอย่างนี้แล้วญาติไม่ยอมหรอก แม่ผมขอโทษจริงๆ ผมพูดตรงๆ บ้านผมไม่ได้มีตังค์ ทุกวันนี้ผมเป็นเด็กที่ทำงานมาตั้งแต่เด็ก ผมทำงาน ผมเก็บเงิน ผมซื้อความฝันของผม ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะหวงความฝันของผมเหรอครับ (น้ำตาคลอ) ผมบอกว่าได้…ไม่เป็นไร ผมไม่ได้มีตังค์มาก แต่ถ้าค่าใช้จ่ายอะไรที่มันเกินกว่าที่คุณแม่จะรับไหว ผมไม่ได้บอกว่าผมจะรับผิดชอบทั้งหมด แต่ผมจะช่วยดูแลเท่าที่ผมช่วยได้ นี่คือสิ่งที่ผมพูด ผมสาบานว่าผมพูดใน 7 นาทีนี้ผมพูดกับเค้า ผมไม่เคยไม่รับผิดชอบเรื่องอะไร”

“วันนี้ผมโดนว่าทั้งวัน วันนี้มีคนมาปาไข่ที่บ้านผม มีคนมาบุกที่บ้านผม ผมพยายามเอาน้องมาตั้งแต่แรก ซึ่งน้องอาจจะบอกว่าขอโทษ แต่นาทีนั้นครับพี่ ความฝันผมนะ ผมไม่รู้ว่ารถผมเป็นขนาดไหนหรอก ผมพาเค้ามา เค้าก็ไม่ยอมลงจากรถนะ ถูกมั้ย เค้าไม่ทิ้งรถ ถ้าทุกคนอยู่ตรงนั้นจะทำยังไง ผมไม่รู้หรอกว่าเค้าจะมีมีดมีปืนมีอะไรหรือเปล่า ซึ่งเค้าไม่ได้มี เค้าเป็นเด็กน่ารัก แต่ผมก็กลัว ผมเป็นคนๆ นึงที่มีอารมณ์ ผมขอโทษ เค้าไม่ขอโทษผมไม่เป็นไร ขอโทษรถผมก็ได้ ผมไม่มีเวลาที่จะมาประดิษฐ์คำหรอกครับ คุณครับคุณช่วยทำความเคารพรถผมอย่างสุภาพบุรุษ ขอโทษครับ ผมไม่ได้มีเวลาคิดขนาดนั้น ขอร้องตรงนี้ทุกคน 1 คลิกของคุณ 1 การพิมพ์ข้อความของคุณ 1 การโทรหาของคุณมันบั่นทอนจิตใจผมไม่เป็นไรผมเข้าใจ แต่อย่าทำร้ายคนที่ผมรัก เพราะว่าคนเหล่านั้นเค้าไม่เกี่ยว แต่ถ้าคุณเป็นคนที่รู้เรื่องจริงๆ แล้วคุณมาทำ ผมจะไม่ว่า อย่าตัดสินผมแค่ 1 นาทีครึ่ง”

ส่วน ทนายความของน็อต กล่าวว่า “หลักฐานที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิดที่อยู่บนถนนเจริญกรุง ซึ่งพนักงานสอบสวนกำลังไปขอมา หลังจากนี้ก็จะตอบความจริงทั้งหมดนะครับว่าอะไรคืออะไร เหตุการณ์ที่น็อตพูดว่ามันนาทีกว่าๆ มันเรื่องจริงนะครับเหตุการณ์แป๊บเดียว อยากให้ทุกคนใช้ใจที่เป็นธรรมลองคิดว่าถ้ามันเกิดกับทุกคน ตั้งแต่ต้นนะครับไม่ใช่ตั้งแต่คลิปนั้นว่า ทรัพย์สินของเราถูกคนอื่นมาทำให้เสียหาย เป็นทรัพย์สินที่เรารัก เราเก็บหอมรอมริบมา พอคนมาทำให้เสียหายแล้วหนีไปเลย มันเหมือนทรัพย์สินของทุกท่านนะครับ ถ้าท่านโดนบ้าง ลองเอาใจมาเป็นเราสิครับ เมื่อกี้ผมก็พูดกับนักข่าวท่านนึงว่า ถ้ามีคนเอาโทรศัพท์มือถือคุณปาแล้วเดินหนีไป คุณจะโกรธมั้ยครับ อย่าตอบว่าไม่โกรธนะครับ ผมจะขอมือถือเดี๋ยวนี้เลย”

หลังจากนั้น น็อต ยกมือไหว้ คุณแม่ของคู่กรณีต่อหน้าสื่อมวลชน ซึ่งพี่สาวคู่กรณีที่อยู่ข้างๆ ถามขึ้นมาว่า เห็นรถที่เป็นทรัพย์สินสำคัญกว่าชีวิตคนเหรอ วัตถุมีค่ากว่าคนเหรอ ใครๆ ก็มีครอบครัว ใครๆ ก็ทำงานตั้งแต่เด็ก บ้านก็ไ

ม่ได้รวยเหมือนกัน แต่คุณแม่ก็พยายามห้ามลูกสาวและขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ในเมื่ออีกฝ่ายเห็นรถโดนเฉี่ยวก็ทำใจไม่ได้ ตัวแม่เองเห็นลูกชายโดนชกแบบนั้นก็ทำใจไม่ได้เหมือนกัน ทั้งนี้จากกำหนดการเดิมที่ทางต้นสังกัด GMMTV แจ้งว่าในวันนี้ (7 พ.ย.) จะมีการตั้งโต๊ะแถลงกับสื่อมวลชนในเวลา 14.00 น. ขอยกเลิกไปเพราะ น็อต อัครณัฐ ได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้วและกลัวจะเป็นการเสียรูปคดี

ที่มา รายการเรื่องเล่าเช้านี้