น้ำตาไหลพราก!!! หนุ่มดูแลแฟนบาดเจ็บโคม่านานนับปี แต่พอเธอฟื้นขึ้นมา กลับบอกความจริงอะไรบางอย่างแบบนี้!!! 

เรื่องต่อไปนี้เป็น เรื่องราวสุดซาบซึ้งของ หลิว เฟิ่งเหอ หนุ่มจีนวัย 24 ปี จากเมืองต้าเหลียง มณฑลเหลียวหนิง ที่คอยดูแลแฟนสาวที่ได้รับบาดเจ็บหนักจากการกระทบกระเทือนที่ศีรษะถึงขั้นโคม่าอยู่ไม่ห่าง ตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2557 และยังเป็นผู้จ่ายต่าผ่าตัดรักษากว่า 200,000 หยวน (ประมาณ 1 ล้านบาท) เพื่อให้เธอหายดี พร้อมทั้งยังเคยกล่าวว่าพร้อมที่จะดูแลเธอไปจนตลอดชีวิต

0000

2

ได้มีศื่อต่างๆ ถามถึงอาการบาดเจ็บของแฟนสาวของเขาเกิดขึ้นได้อย่างไร เขาก็มีท่าทีอึดอัดใจที่จะตอบทุกครั้ง ในขณะที่ผลการวินิจฉัยจากแพทย์ระบุว่า ศรีษะของหญิงสาวถูกกระแทกจากการล้มฟาดพื้นจากที่สูงอย่างน้อย 5 ขั้นบันได แต่ในตอนนั้น เรื่องนี้กลับไม่เป็นที่สนใจมากเท่าที่ผู้คนต่างพากันชื่นชมการกระทำของนายหลิว ถึงขั้นยกให้เป็นแฟนตัวอย่างที่ผู้ชายทุกคนควรเลียนแบบ

ต่อมาในเดือนมกราคมของปี 2558 ทางโรงพยาบาลอนุญาติให้นำตัวแฟนสาวของหลิวกลับมาดูแลต่อที่บ้านได้ แม้ว่าเธอจะยังคงไม่ได้สติก็ตาม แต่เมื่อครอบครัวของหญิงสาวจะมาเยี่ยม เขากลับปฏิเสธ

0000

จนเดือนกุมภาพันธ์ ทางครอบครัวของหญิงสาวจึงตัดสินใจนำตัวเธอกลับมาดูแลเอง และเพียงแค่สามเดือนต่อจากนั้น เธอก็เริ่มได้สติและกลับมาพูดจาสื่อสารได้อีกครั้ง ทำให้ความจริงอันน่าตกใจได้ถูกเปิดเผยออกมา..!!

เมื่อเธอบอกว่า หลิว แฟนหนุ่มของเธอเองที่เป็นคนทำร้ายเธอจนถึงขั้นโคม่า

2

ล่าสุดเธอได้เล่าว่าก่อนหน้านั้นเธอกับเขาได้เปิดกิจการร้านขนมด้วยกัน และในวันเกิดเหตุเธออบขนมปังไหม้ไป 20 แถว ทำให้นายหลิวโกรธจัดจนคว้าไม้นวดแป้งฟาดเข้าที่ด้านหลังของศรีษะเธออย่างแรง เธอจำได้เพยงเธอล้มลงไปฟาดกับพื้นและหูได้ยินแต่เสียงที่ถูกกระหน่ำตี ก่อนจะได้ยินเสียงนายหลิวโทรเรียกรถพยาบาล

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำร้ายเธอ ในเดือนกันยายนปี 2556 ขณะที่เธอกำลังเล่นเกมในมือถืออยู่นั้น นายหลิวก็คว้าโทรศัพท์ของเธอปาลงพื้นก่อนที่จะทุบตีเธอ และเขายังคงทำร้ายเธอเรื่อยมา จนครั้งหนึ่งเธอถึงกับต้องเช่าโรงแรมนอน เพื่อไม่ให้พ่อแม่ของเธอเห็นรอยฟกช้ำที่เกิดจากการถูกทำร้ายโดยแฟนหนุ่ม

เรื่องราวที่เป็นเหมือนความรักอันน่าซาบซึ้งอันน่าประทับใจ กลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือจากสิ่งที่คนทั่วไปเคยได้รับรู้มา ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม

13 ที่มา.. Dailymail