น้ำตาไหลพราก!!! แฟนรังเกียจที่แม่ผมเก็บขยะ นึกไม่ถึงว่าแม่จะ “ทำแบบนี้” ในวันแต่งงาน

จากเรื่องเล่ามีอยู่ว่า…เราพบกันครั้งแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอมีผิวขาวและหน้าตาน่ารัก ผมจึงหลงรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกเจอ แต่ผมเป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดาที่มาจากบ้านนอก กว่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ พ่อกับแม่ก็ต้องลำบากกู้หนี้ยืมสิน ผมจึงไม่คู่ควรกับเธอเลยแม้แต่น้อย แต่ผมก็พยายามเอาชนะใจเธอด้วยความดี

1

 

ตอนที่เธอไปบ้านผมครั้งแรก เธอยืนหน้าบึ้งคิ้วขมวดอยู่หน้าบ้านอยู่นาน เธอไม่ยอมเข้าบ้านเพราะรังเกียจกลิ่นเหม็น แม่ของผมมีอาชีพเก็บขยะขาย จึงมักมีกองขยะสุมรวมกันอยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน แม่เทน้ำมาให้เราดื่ม แม่ยิ้มแล้วพูดว่า “ แม่ขอโทษด้วยนะ ช่วงนี้งานยุ่งมาก เลยยังไม่มีเวลาเก็บข้าวของให้เรียบร้อย อย่าดูถูกขยะพวกนี้เชียว เพราะมันมีค่าเหมือนกับทองเลย ”

 

แฟนสาวรังเกียจมือของแม่เต็มไปด้วยคราบเปื้อน เมื่อเธอรับแก้วน้ำมา จึงนำไปวางไว้และไม่ดื่มเลย เธออยากกลับบ้านอย่างเดียว แต่แม่ขอให้เราอยู่ก่อน เพราะเดินทางมาตั้งไกลน่าจะอยู่นานหน่อย แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่ยอม เมื่อขึ้นมาบนรถเธอก็ได้แต่ถามว่า “ ไหนบอกว่าแม่ของเธอมีธุรกิจไง ? ทำไมถึงยังเก็บขยะ ? แล้วถ้าฉันแต่งงานกับเธอไม่ต้องกลายมาเก็บขยะเหมือนกันหรือ ? แล้วเธอทำไมยังไม่ซื้อบ้าน ? ถ้ายังไม่มีบ้าน ฉันก็จะไม่แต่งงานด้วยเด็ดขาด ” ด้วยความที่ผมรักเธอจึงยอมและพยายามสร้างฐานะให้มั่นคง

ไม่นานหลังจากนั้นเราก็ได้แต่งงานกัน ก่อนวันงานแต่งแฟนผมบอกว่า “ ช่วยบอกแม่คุณทีว่า นี่คืองานแต่งงานในโรงแรม ให้แต่งตัวให้ดูดีหน่อย อย่าทำให้ครอบครัวฉันต้องขายหน้า…” ในวันงานแต่ง แม่ของผมใส่ชุดธรรมดามาร่วมงาน แม่ไม่ยอมใส่ชุดเดรสและรองเท้าส้นสูงที่แฟนผมซื้อมาให้ ทำให้แฟนสาวของผมรู้สึกอับอาย เมื่อแม่ผมต้องขึ้นไปกล่าวคำอวยพรบนเวที  ผมสังเกตเห็นว่าแม่ดูเหนื่อยและแก่ไปมาก สำเนียงการพูดแบบบ้านนอกของแม่ ทำให้ผู้เข้าร่วมงานต่างหัวเราะสนุกสนาน แต่กลับทำให้แฟนผมรู้สึกขายหน้าขึ้นไปอีก แม่ผมพูดกล่าวคำอวยพรบนเวทีว่า “ ลูก ๆ ทั้งสองคน วันนี้เป็นวันมงคล แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะให้อะไรดี แม่ซื้อรถคันใหม่จอดไว้ข้างหน้าโรงแรม อาของลูกช่วยพาแม่ไปซื้อและก็ช่วยขับมา แม่อยากให้ลูก ๆ ขับรถกลับไปเยี่ยมแม่บ้างถ้าลูกๆมีเวลา…” ผู้คนที่เข้าร่วมงานต่างรู้สึกซาบซึ้งและพร้อมใจกันปรบมือ

หลังจากทานข้าวเสร็จ แม่ฝ่ายเจ้าสาวก็พูดขึ้นว่า “ ซื้อตั๋วกลับบ้านให้แม่หรือยัง ?” แม่ผมได้ยินแล้วตกใจมาก จึงแกล้งหัวเราะและบอกว่า “ แม่มีงานยุ่งอยู่ ขอตัวกลับบ้านก่อนนะ ลูก ๆ ไม่ต้องส่งแม่ ถ้าว่างก็กลับบ้านเยี่ยมแม่บ่อย ๆ นะ…” แม่คงรับรู้ได้ว่าทางฝ่ายยายแสดงท่าทีรังเกียจแม่ผมมาก ผมขอร้องให้แม่อยู่ต่อ แต่แม่ก็ปฏิเสธและกลับบ้านนอกไป คืนนั้นผมแกะซองนับเงินด้วยกันกับภรรยา พ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาวให้มาหนึ่งหมื่นบาท แต่เพราะซองจากแม่ของผมนั้นบางมาก เธอจึงไม่คิดแม้แต่จะเปิดซองดูเลย แถมยังพูดอีกว่า “ ก็คงไม่กี่ร้อยบาท ไม่ต้องเดาก็พอรู้ ” พอแกะซองออกก็พบว่าเป็นสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารยับ ๆ เล่มหนึ่ง ที่มีเงินฝากอยู่ประมาณ 7 แสนกว่าบาท แฟนสาวผมได้แต่ตาค้าง และพูดว่า “ แม่เอาเงินนี้มาจากไหนกัน ? ” จากนั้นเธอก็น้ำตาซึมเริ่มรู้สึกผิด และพูดว่า “ ฉันขอโทษที่ดูถูกแม่คุณมาตลอด นึกไม่ถึงด้วยว่าแม่ของคุณจะทำเพื่อเราขนาดนี้ ” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แฟนผมเริ่มเปิดใจยอมรับแม่ของผม

หลังจากนั้นพวกเราก็ตัดสินใจกลับไปเยี่ยมคุณแม่ผมที่บ้านนอก ผมรู้สึกผิดที่ละเลยและไม่เคยดูแลท่านตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งที่ท่านลำบากทั้งหมดก็เพื่อลูกแต่จากนี้ไปเราสองคนจะหาเวลามาเยี่ยมท่านบ่อยๆ ทำหน้าที่ลูกคอยดูแลท่าน เพราะท่านเองก็แก่ลงทุกวัน ไม่รู้ว่าจะอยู่รอผมได้อีกนานแค่ไหน

จริง ๆ แล้วการแต่งงานเป็นเรื่องของสองคน แต่แฟนสาวและครอบครัวได้ดูถูกและรู้สึกรังเกียจครอบครัวฝ่ายชายตั้งแต่แรกเริ่ม จึงทำให้ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นตามมา ทำให้บุพการีฝ่ายชายไม่ได้รับความเคารพ ส่วนตัวชายหนุ่มเองก็ไม่เคยคัดค้านแฟนสาวเลย ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังสะสมมาจนกระทั่งถึงวันแต่งงาน

คนสองคน หากคิดจะอยู่ด้วยกันแล้ว ต้องทำความเข้าใจกัน ยอมรับซึ่งกันและกัน และที่สำคัญไม่ว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ควรปรึกษาหาทางแก้ไขให้เร็วที่สุด แชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ คุณอ่านกันเถอะ หากเจอเหตุการณ์แบบนี้จะทำอย่างไร !

เครดิต…liekr