3 สุดยอดต้นไม้ฟอกอากาศ แก้ภูมิแพ้ ดูแลง่าย แถมตายยาก


โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่พบบ่อยทั่วโลกและในประเทศไทย และจากการสำรวจในประเทศไทยนั้น พบว่ามีคนเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่าภายในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา พอเวลาอากาศเปลี่ยนแปลงเราจะหายใจรับเอาอากาศเข้าไปทางจมูก สารก่อภูมิแพ้จะไปสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูกแล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูกเกิดอาการคัดจมูก จาม มีน้ำมูกใสๆ คันจมูก หายใจไม่สะดวกได้ ปอดทำงานได้ในประสิทธิภาพต่ำลง ถ้าหากรักษาไม่ถูกวิธี อาการภูมิแพ้ก็จะยิ่งแย่ถึงขั้นเสียชีวิตได้

แต่ทั้งนี้วิธีการป้องกันทุเลาภูมิแพ้เบื้องต้นเราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง คือการปรับสภาพที่อยู่อาศัยให้มีปลอดโปร่ง เช่น การหาต้นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศมาปลูกในบริเวณที่อยู่อาศัยก็สามารถช่วยให้อาการภูมิแพ้เราทุเลาลงได้ ซึ่งมีนักวิจัยคนหนึ่ง Kamal Meattle พำนักที่ Delhi ประเทศอินเดีย สภาพอากาศใน Delhi มีมลภาวะสูง ละอองฝุ่นผงมีปริมาณสูง ทำให้ Kamal Meattle ป่วยเป็นโรคแพ้อากาศรุนแรง หมอได้ทำการตรวจปอดอย่างละเอียด พบอาการแพ้ของเธอทำให้ปอดทำงานได้เพียง 70% เท่านั้น หากไม่ทำการรักษา อาการจะยิ่งทรุดถึงขั้นเสียชีวิตได้ Kamal จึงรีบลงมือหาข้อมูลทันที เพื่อฟื้นฟูสุขภาพตนเอง เขาได้รับการช่วยเหลือด้านคำแนะนำ/ผลการทดลองต่างๆจาก IIT ,TERI และ NASA พบว่าปลูกต้นไม้ 3 ประเภทนี้ช่วยเพิ่มคุณภาพอากาศภายในอาคารได้

1. ต้นปาล์มหมาก
เป็นต้นไม้ที่มีประสิทธิภาพสูงในการขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วแปลงเป็นออกซิเจน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพื้ดี ควรปลูกต้นปาล์มหมาก ความสูงขนาดเท่าหัวไหล่ผู้ใหญ่ จำนวน 4 ต้น/คน วิธีการดูแลต้นไม้ คือ หมั่นเช็ดใบให้สะอาด และนำต้นไม้ออกรับแดดกลางแจ้งทุกๆ 3-4 เดือน

2. ต้นลิ้นมังกร
เป็นต้นไม้ที่มีประสิทธิภาพในการปรับคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นออกซิเจน โดยเฉพาะช่วงกลางคืน จึงมักปลูกในห้องนอน เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ยามพักผ่อน เพื่อประสิทธิภาพที่ดี ควรปลูกต้นลิ้นมังกร ความสูงเท่าเอว จำนวน 6-8 ต้น/คน

3. พลูด่าง
ต้นพลูด่างมีคุณสมบัติขจัด formaldehyde (ฟอร์มาลีน) และสารเคมีอื่นๆที่ระเหยง่าย

ซึ่ง Kamal Meattle ได้ทำการทดลองปลูกต้นไม้ 3 ประเภทนี้ ในอาคารเก่า เนื้อที่ 50,000 ตารางฟุต มีผู้พักอาศัย 300 คน ต่อต้นไม้ 3 ประเภทนี้จำนวน 1,200 ต้น ภายในเวลา 10 ชั่วโมง พบว่าปริมาณออกซิเจนในระบบเลือดสูงขึ้นถึง 42% และทำการทดลองต่อเนื่องพบว่า โรคระคายเคืองตาของคนในอาคารนี้ ลดลง 52% โรคระบบทางเดินหายใจ ลดลง 34% โรคปวดศีรษะ ลดลง 24% โรคปอด ลดลง 12% โรคหืดหอบ ลดลง 9%