แม่บังคับให้ผมแต่งงานกับลูกร้านบะหมี่ หลังจากรู้เหตุผลของแม่ทำให้ผมไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี


เจ๊เหมียวต้องขอบอกเลยว่าพักอ่านเรื่องราวน่ารักๆกันบ้าง ใครที่อายุย่าง 30 หรือ 30+ แล้วคงจะชินกับคำถามที่ว่า..”เมื่อไหร่จะแต่งงาน?” คำถามจากพ่อแม่ที่จะยิงใส่คุณเรื่อยๆ เมื่อคุณมีอายุใกล้ 30 หรือ 30+ ยิ่งคุณมีหน้าที่การงานที่ดีพอสำหรับการสร้างเนื้อสร้างตัวได้สบายๆแล้วก็ยิ่งถามเข้าไปใหญ่ เนื่องจากพ่อแม่เมื่อมีอายุมากขึ้น ก็กลัวว่าจะได้อยู่กับลูกได้อีกไม่นาน จึงอยากเห็นลูกเป็นฝั่งเป็นฝา มีครอบครัวที่อบอุ่น มีหลานให้อุ้มก่อนท่านจากไปจะได้หมดห่วง และนี่ก็เป็นอีก 1 เรื่องราวที่แม่หาคู่ให้ลูก ด้วยเหตุผลที่รู้แล้วไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี แต่ก็ได้เห็นถึงความรักในอีกมุมมอง ว่าแล้วก็ไปอ่านกันเลย..

เมื่อ 2 ปีก่อน ตอนที่แม่กลับมาจากงานศพ พอถึงบ้านแม่ก็รีบเข้าห้องนอนทันที ผมเห็นไม่ค่อยดีจึงเข้าไปถาม “แม่ ดูเหมือนแม่จะไม่สบายนะ สีหน้าไม่ค่อยดีเลย เป็นอะไรหรือเปล่า?” แม่ค่อยๆลุกขึ้นเปิดผ้าห่มออก “จริงๆลูกก็อายุไม่น้อยแล้วนะ แม่ขอถามลูกหน่อยนะ ลูกชอบผู้หญิงหรือเปล่า?” ผมได้ยินดังนั้นถึงกับอยากจะเดินออกจากห้องในทันที แต่แม่ดึงมือผมไว้ “ปีนี้ลูกก็อายุ 28 แล้ว เมื่อก่อนลูกอ้างว่าการงานยังไม่มั่นคง ตอนนี้ก็สอบผ่าน ได้รับราชการแล้ว แต่ก็ยังอ้างว่าไม่มีบ้าน แต่ตอนนี้ก็มีบ้านพักข้าราชการแล้ว มีอะไรที่ยังไม่พร้อมอีก ไม่ต้องหาข้ออ้างแล้ว เดี๋ยวลูกไปตัดผมให้เรียบร้อย แล้วช่วงบ่ายไปเป็นเป็นเพื่อนแม่ไปซื้อของกัน จะพาไปทำความรู้จักกับคนๆหนึ่ง” ดูจากท่าทีจริงจังของแม่แล้ว ผมทำได้แค่พยักหน้ารับคำ

(เป็นเพียงภาพประกอบเนื้อหาเท่านั้น)

แม่รู้ดีว่า ผมยังไม่ลืมเรื่องความรักสมัยเรียนมหาวิทยาลัย หลังจากเลิกกันผมชอบใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว อยู่เป็นโสดก็ไม่ใช่เรื่องแย่ถึงแม้บางครั้งจะเหงาบ้าง หรือบางทีอยากจะมีเพื่อนคุยบ้างแต่ผมก็ผ่านมันมาได้

ผมไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนที่แม่อยากจะจับคู่ให้ผม เธอคือลูกสาวร้านบะหมี่ที่อยู่ชั้นล่าง เธอชื่อ ฉวนฉวน

พวกเราถือว่าเป็นคนรู้จักที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี พอเธอเห็นเราสองคนแม่ลูกมากินบะหมี่ที่ร้าน ฉวนฉวนก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ” โอ้โห้ พ่อเด็กเรียน ฉันรู้ว่าเธอเรียนจบมหาวิทยาลัย ถึงจะดูว่าเราไม่ค่อยเหมาะสมกันเท่าไร แต่ฉันชอบเธอจริงๆ เลยขอร้องให้แม่ของเธอลองพูดกับเธอดู ถ้าไปด้วยกันไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

ผมฟังเธอพูดแบบมึนงง ฉวนฉวนในสายตาผมนั้น ถ้าเธอไม่ยุ่งอยู่กับการเก็บเงินถอนเงิน ก็ยุ่งอยู่กับการลวกบะหมี่ แล้วที่เห็นเป็นประจำจนคุ้นตาคือ เธอจะใส่ผ้ากันเปื้อนกับผ้าคาดปากจนเห็นแค่ตาของเธอ จนไม่รู้ว่าหน้าตาจริงๆเป็นยังไง ถ้าช่วงที่คนน้อย จะเห็นเธอไปนั่งพักที่ร้านขายน้ำใกล้ๆกัน นั่งคุยกันหัวเราะเสียงดัง วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้พูดคุยกับเธอ

ฉวนฉวนชวนผมคุยว่า “เธอมีงานที่ดีทำ เรียนจบมหาวิทยาลัย ยังเป็นข้าราชการอีก ฉันเรียนจบแค่มัธยมปลาย ก็มาช่วยที่บ้านขายบะหมี่แล้ว ได้ยินแม่ของเธอพูดว่า เธอยังเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์อีกด้วยหรอ ฉันชื่นชมเธอมาก”

ผมหัวเราะ ” ก็เขียนไปมั่วๆแหละ..”

“เธอช่วยสอนฉันบ้างได้ไหม ตอนนี้ฉันกำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่ วันนั้นที่ร้านมีคนต่างชาติมาซื้อของ แต่เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง ทำฉันอายหน้าแดงเลย” ฉวนฉวนพูดไปพลางหัวเราะไปพลาง ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นกับเธอ

พวกเราพูดคุยกันไปมา แต่ส่วนใหญ่เป็นฉวนฉวนที่เป็นฝ่ายพูดจนผมเรียกเก็บเงิน เด็กในร้านจึงบอกว่า ฉวนฉวนได้จ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว

ผมตกใจเล็กน้อยตอนที่ฉวนฉวนพูดว่า ” คุณป้าบอกว่าเธอเพิ่งจะเริ่มทำงาน ถึงจะเป็นข้าราชการแต่เงินเดือนไม่ได้เยอะ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเองนะ แล้วคราวหน้าเธอค่อยเลี้ยงฉันคืน โอเคไหม?” ผมพยักหน้ารับคำ แต่ในใจก็คิดว่า ยังจะมีคราวหน้า???

หลังจากนั้นผมนัดฉวนฉวนออกไปกินข้าวเย็น พวกเราไปกินอาหารฝรั่งกัน เห็นได้ชัดว่านี้เป็นการกินอาหารฝรั่งครั้งแรกของเธอ เธอดูเก้ๆกังๆ ใจหนึ่งผมคิดว่าเธอดูตลกดี อีกใจก็คิดว่าเธอดูน่ารักไร้เดียงสาดี

ไม่นานผมกับฉวนฉวนจึงตกลงเป็นแฟนกัน หลังจากคบกันได้ 3 เดือนเราจึงหมั้นกัน เพราะเราต่างคนต่างรู้จักกันมานานแล้ว แม่ผมหลังจากเกษียณได้ไปช่วยงานที่ร้านของฉวนฉวนบ่อยๆ พ่อแม่ของฉวนฉวนก็ดูแลแม่ผมเป็นอย่างดี ยิ่งตอนนี้เรากำลังจะดองกันแล้ว ความสัมพันธ์ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไปอีก

หลังจากแต่งงานกัน เธอเป็นภรรยาที่ดีมาก ทุกๆวันฟ้ายังไม่สว่าง เธอจะช่วยผมขัดรองเท้า รีดผ้าเตรียมไว้ให้ ทำอาหารเช้าให้ผม แล้วเธอจึงไปช่วยงานที่ร้านบะหมี่ ช่วงบ่ายจะกลับมาทำงานบ้าน จากนั้นจะออกไปจ่ายตลาดเตรียมของสดสำหรับร้านบะหมี่ในวันรุ่งขึ้น เพราะงานของเราสองคนไม่เหมือนกัน บางครั้งเธอถามผมว่าทำงานเป็นยังไงบ้าง ผมเล่าให้ฟัง เธอจะตั้งใจฟังทุกครั้งแต่ผมรู้ดีว่า เธอไม่เข้าใจหรอก

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ค่อยมีอะไรที่เหมือนๆกัน แต่ผมก็ไม่ได้รังเกียจเธอเลย เพราะผมเธอยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง เธอไว้ผมยาว ทั้งๆทีเธอชอบผมสั้น แต่เพราะผมชอบผู้หญิงผมยาว ปลูกดอกไม้ไว้ที่ระเบียงบ้าน ซื้อหนังสือมาอ่านเองที่บ้าน เพราะเธอบอกว่าอยากจะเรียนรู้ให้มากขึ้นเพื่อจะได้เข้าใจผมมากขึ้น ฉวนฉวนพยายามอย่างมากเพื่อผม ผมรู้สึกซาบซึ้งใจมาก บางครั้งผมอยากจะเข้าไปหอมเธอ แต่ก็ไม่กล้าที่จะทำ เพราะกลัวเธอจะไม่ชอบ

หลังจากแต่งงานได้ 5 เดือน ฉวนฉวนก็ตั้งท้อง เป็นลูกฝาแฝดชายหญิง

แม่ของผมมีความสุขมาก ตัวผมเองก็รู้สึกดีใจที่ได้แต่งงานกับฉวนฉวน เพราะตั้งแต่แต่งงานกันมา ชีวิตผมก็ดีขึ้น หน้าที่การงานก็ดีขึ้น แล้วตอนนี้กำลังจะมีลูกทั้งชายหญิงพร้อมกันเลย ชีวิตผมยังจะต้องการอะไรอีก

แม่ของผมเล่าให้ฟังว่า “ตอนที่แม่เห็นว่าที่เท้าขวาของฉวนฉวนมีไฝอยู่ตรงกลางฝ่าเท้า แม่ก็คิดทันทีว่าจะต้องได้เธอมาเป็นลูกสะใภ้ให้ได้ เพราะไฝบอกถึงความโชคดี ดีนะที่ลูกเชื่อฟังแม่ ”

“แม่ นี่คือเหตุผลที่บังคับให้ผมแต่งงานกับฉวนฉวนเหรอ” แม่ตอบว่า “ใช่นะสิ ไม่ใช่เพราะแม่เหรอ ลูกถึงได้แต่งงานกับคนดีๆ ขยันขันแข็ง ถึงแม้ว่าการศึกษาจะไม่ได้สูง แต่ก็เป็นคนดี กตัญญู รักพ่อแม่ ลูกยังอายุน้อย ยังดูคนไม่เป็น ลูกไม่รู้หรอกต่อให้มีเงินมากมายก็หาซื้อคนแบบฉวนฉวนมาแต่งงานด้วยไม่ได้”

พอได้ฟังเหตุผลของแม่แล้ว ผมไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี แต่เพราะแม่ ทำให้ผมรักฉวนฉวนอย่างแท้จริง ลูกแฝดของเราอายุใกล้จะครบเดือนแล้ว ผมเลยเขียนเรื่องราวของเราเพื่ออยากจะแบ่งปันกับทุกๆคนว่า การเลือกหาคู่ครองนั้น อย่ามองกันแค่ที่ภายนอกว่าหน้าตาดีไหม บางคนภายนอกดูดีแต่จิตใจกลับตรงกันข้าม แต่ให้หาคนที่เข้ากับเราได้จริงๆ