ทำไมต้องเรียกว่า “สมีเณรคำ” เผยพระที่กลายเป็นสมี เพราะต้องอาบัติร้ายแรงอะไรบ้าง


เจ๊เหมียวต้องบอกเลยว่าจากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ควบคุมตัวนายวิรพล สุขผล อดีตพระภิกษุชื่อพระวิรพล ฉัตติโก หรือเณรคำ อดีตประธานสงฆ์สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ เดินทางจากสหรัฐ กลับมาเมื่องไทย เพื่อดำเนินคดีในข้อหาพรากผู้เยาว์, กระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน เมื่อกลางดึกวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา

โดยอดีตพระวิรพล ฉัตติโก ถูกคณะสงฆ์ผู้พิจารณาอธิกรณ์ปรับอาบัติปาราชิก ให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2556 หลังจากต้องคดีพรากผู้เยาว์ รวมทั้งยังมีความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติในครอบครองหลายพันล้าน

เมื่อดีเอสไอควบคุมตัวนายวิรพลกลับมาถึงเมืองไทย สื่อมวลชนต่างพาดหัวข่าวว่า “สมีเณรคำ” จนชาวเน็ตตั้งคำถามว่าทำไมต้องเรียกว่า “สมี”
ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ระบุความหมายของคำว่า “สมี” ดังนี้ (๑) [สะหฺมี] น. คำเรียกพระภิกษุผู้ต้องอธิกรณ์ขั้นปาราชิก (๒) (โบ) น. คำใช้เรียกพระภิกษุ

ส่วนพจนานุกรม อ.เปลื้อง ณ นคร ได้ระบุความหมายของคำว่า “สมี” ดังนี้ สมี [สะ-หฺมี] น. คำเรียกคนถูกไล่สึกจากพระ เพราะต้องอาบัติปาราชิก บุคคลที่เป็นสมีจะบวชอีกไม่ได้ตลอดชีวิต

ส่วนอาบัติปาราชิกมีบัญญัติไว้ว่า เมื่อพระภิกษุอาบัติปาราชิกแล้ว ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที แม้จะไม่ยอมสึกออกจากการเป็นพระภิกษุก็ตาม นอกจากนี้ ทางพระวินัยถือว่า พระภิกษุที่อาบัติปาราชิกแล้ว จะไม่สามารถทำกิจร่วมกับพระภิกษุอื่นได้ และไม่สามารถบวชเป็นพระได้อีกตลอดชีวิต ส่วนสาเหตุที่ส่งผลให้อาบัติปาราชิก มี 4 ข้อ ดังนี้ 1. เสพเมถุน กรณีที่พระภิกษุเสพสังวาสกับสตรี หรือแม้แต่เดรัจฉานเพศเมีย ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที แม้จะอยู่ในผ้าเหลืองหรือไม่ก็ตาม ถือว่าขาดจากการเป็นพระขณะที่สำเร็จกิจ

2. ลักขโมย เมื่อมีเจตนาลักขโมยของที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตด้วยจิตที่จะลัก 3. ฆ่ามนุษย์ ทั้งฆ่าให้ตายด้วยตนเอง หรือใช้ให้คนอื่นฆ่า กรณีนี้ คือ พระภิกษุมีเจตนาตั้งใจที่จะฆ่าอยู่แล้ว เช่น คิดและมีการวางแผนฆ่าให้ตาย เมื่อไม่ตายก็พยายามแล้วพยายามอีกจนเสียชีวิต และ 4. พูดอวดคุณวิเศษ ในที่นี้หมายภูมิธรรม อาทิ ไม่ได้เป็นพระโสดาบัน แต่กลับอ้างตัวว่า บรรลุฌานสมาบัติ เป็นต้น

ในอดีตมีพระที่ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งหนังสือพิมพ์ข่าวสดพาดหัวกรณีมหาเถรสมาคมพิจารณาให้อดีตพระยันตระพ้นจากความเป็นพระภิกษุ เมื่อปี 2537 แต่เจ้าตัวไม่ยอมรับมติสงฆ์ดังกล่าว ก่อนลักลอบทำหนังสือเดินทางปลอมหลบหนีออกจากประเทศไทย ซึ่งสื่อมวลชนพาดหัวว่า “สมียันตระ” หรือ “สมียันดะ” ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังเมื่อ 20 ปีก่อน