แพทย์หนุ่มอัดยับสาธารณสุขไทย ลั่นทุ่มเทเรียน 6 ปีเป็นหมอที่ดี แต่ท้ายสุดไม่รอดเพราะระบบทำพัง


วันนี้ทางทีมงานสตาร์นิวได้รับรายงานปัญหาด้านวงการสาธารณสุขยังมีกระแสร้อนแรงออกมาอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องการจัดการระบบต่างๆ จนทำให้บุคคลากรทางการแพทย์เริ่มท้อแท้ในระบบการจัดการดังกล่าว อย่างที่เคยมีเคสคุณหมอทำหน้าที่อยู่เวร 24 ช.ม. ขาดการพักผ่อน จนเสียชีวิตในที่สุด และทุกๆ ปัญหาที่สะสมทำให้บุคคลากรเหล่านี้ต่างพากันลาออกเป็นแถว บางคนถึงขั้นบอกลาวิชาชีพอันทรงเกียรตินี้ เพื่อพาชีวิตให้ออกไปเจอสิ่งที่ดีกว่า
ทั้งนี้ก่อนหน้านั้น http://www.tcijthai.com ได้เคยนำเสนอข้อมูลจาก “รายงานทรัพยากรสาธารณสุข สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข” เรื่องระบบฐานข้อมูลด้านสังคมและคุณภาพชีวิต ระบุว่า กรุงเทพฯมีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากร อยู่ที่ประชากร 722 ต่อแพทย์ 1 คนและจะสูงขึ้นในภูมิภาคอื่น โดยภาคเหนืออยู่ที่ 1,968 ต่อแพทย์ 1 คน / ภาคกลาง (ไม่รวมกรุงเทพ) อยู่ที่ 2,565 ต่อแพทย์ 1 คน / ภาคใต้อยู่ที่ 2,619 ต่อแพทย์ 1 คน และสูงที่สุดในภาคอีสาน โดยตัวเลขอยู่ที่ 3,491 ต่อแพทย์ 1 คน ซึ่งจังหวัดที่สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรสูงที่สุด คือ จ.บึงกาฬ มีสัดส่วนอยู่ที่ 5,906 ต่อแพทย์ 1 คน ซึ่งจะสังเกตได้ว่าสัดส่วนประชากรและสัดส่วนของหมอแตกต่างกันมาก หมอ 1 คน ต้องดูแลคนไข้ในจำนวนมาก และรับผิดชอบการอยู่เวร ซึ่งทำให้หมอต้องทำงานหนัก และประสบปัญหาด้านอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย
เหมือนกับคุณหมอท่านนี้ที่ได้ออกมาเล่าเรื่องราวการเป็นแพทย์ ว่าสิ่งที่เหนื่อยและทำให้ท้อใจในอาชีพตนเอง ก็คือระบบจัดการอันแสนห่วยแตก โดยบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Benjapol Tuamsomboon” ซึ่งเป็นแพทย์ประจำอยู่ที่รพ.เวียงเชียงรุ้ง จ. เชียงราย ได้พร้อมข้อความพร้อมใบลาออกจากราชการ ระบุว่า “คำเตือน!! ยาวมว๊ากก จนนึกว่าพิมพ์รายงานส่งอาจารย์

หลังจากที่ผมโพสต์เรื่องการลาออกเมื่อประมาณ 3 อาทิตย์ก่อน ก็มีทั้งเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เข้ามาถามกันหลังไมค์เยอะเหลือเกิน 55 เดี๋ยววันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังละกันครับ ว่าทำไมผมถึงเลือกที่จะลาออก เอาเท่าที่ผมสรุปได้เป็นข้อๆ ดังนี้ละกัน
1.ต่อบล็อกผิด ชีวิตเปลี่ยน เราอยู่ในสมัยที่ความนิยมเป็นหมอมีมากเหลือเกิน จริงๆ แล้วถ้าเพื่อนที่สนิทๆกันจะพอรู้ ว่าจริงๆ ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาเรียนหมอหรอกครับ จริงๆแล้วอยากเรียนวิศวะคอมฯ อยากเป็นโปรแกรมเมอร์ หรือทำอะไรที่มันเกี่ยวกับพวกไอที ตอนนั้นก็เคยสอบนะ แต่ยื่นคะแนนที่เชียงใหม่ที่เดียว แล้วก็ไม่ติด 55 บังเอิญว่าสอบหมอติดก่อน ตอนแรกก็ว่าจะไม่เอาแล้ว แต่ครูกับพ่อแม่ก็อยากให้เรียน ตอนแรกเราก็บอกกับแม่ว่าไม่อยากเรียน แต่แม่บอกเราว่า “ถ้าเราเรียนจบวิศวะ เรามาเรียนต่อหมอไม่ได้ แต่ถ้าเรียนจบหมอ เรามาเรียนวิศวะต่อได้นะ” (ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่ถูกซะทีเดียวอ่ะนะ) ตอนนั้นก็เลยยอมเรียน ตอนเรียน มันก็เรียนได้อยู่หรอก แต่ในใจมันก็จะมีความคิดอยู่ลึกๆ ว่าถ้าเกิดวันนั้นเราได้ทำตามความฝันที่เราอยากเรียน เราจะมานั่งบ่นกับตัวเองแบบวันนี้มั้ย? ยิ่งเวลาที่เราเหนื่อยกับอาชีพหมอ คำถามนี้มันก็ผุดขึ้นมาในหัวสมองรัวๆเลย (จริงๆแล้วผมคิดว่า ยังไงเราก็ขาดทุนเรื่อง “เวลา” อยู่ดีครับ การเรียนตอนอายุ 18 กับการกลับไปเรียนตอนอายุ 24 นี่มันยากต่างกันนะ) ซึ่งถึงแม้จะมีคนบอกว่า เรียนวิศวะอาจจะหางานยาก ไม่เหมือนหมอ มันก็ถูก แต่อย่างน้อย ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากจะทำอ่ะ ถึงผลมันออกมาไม่ดี แต่เราก็ยอมรับมันได้นะ ว่าเราทำดีที่สุดแล้ว

2.ผมไม่รู้ว่าตัวเองอยากจะเรียนต่อสาขาอะไร มันก็สืบเนื่องมาจากข้อ 1 นั่นแหละครับ พอเราไม่ได้ตั้งใจจะมาเรียน เราก็ไม่รู้ว่าเราชอบอะไรกันแน่ เห็นเพื่อนๆ ได้เรียนต่อ เราก็อยากจะมีบ้าง แต่เราก็ตอบคำถามข้อนี้ไม่ได้ซักที บางคนก็อยากให้ผมไปเรียนสาขาที่เบาๆ เช่น Rehab,Commed แต่ผมก็คิดมาตลอดว่า ถ้าเราจะเรียนอะไรซักอย่าง เราก็ควรจะชอบในสิ่งนั้นก่อนป่าววะ ถ้าเราไปเรียนโดยที่เราไม่ชอบ มันก็เหมือนกับเราเลิกกับแฟนคนนึง แล้วไปคบกับแฟนอีกคนนึง ซึ่งเราไม่ได้ชอบเค้า เราจะคบไปทำไมวะ เพื่อให้ลืมคนเก่า (คนเก่าในที่นี้ก็เหมือนการเป็น GP อยู่ รพ.ช.นั่นแหละ) ทั้งๆที่เราก็ต้องมานั่งทนกับคนที่เราไม่ได้รัก อย่างงี้เหรอ (เหมือนคลุมถุงชนเลยเนาะ) ผมว่ามันก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องนะ เรียนจบมาก็ลำบาก จะเรียนต่อก็ลำบาก ตอนนี้ก็เห็นน้องๆเริ่มไปหาทุน กับหาที่เรียนต่อกันแล้ว ก็รู้สึกสงสาร เอาจริงๆแล้วก็อยากเรียนอะไรที่มันไม่ใช่สายหมอมั่ง อย่างเรียนภาษา เรียนทำอาหาร เรียนทำแอป อะไรอย่างนี้มากกว่าอ่ะ

3.งานที่มันเหนื่อยทั้งใจและกาย อยู่รพ.ช. เป็นหมอประจำ รพ.เล็กๆ 30 เตียง แต่เอาจริงๆ แล้ว คนไข้ไม่ได้น้อยตามจำนวนเตียงเลย มีหมอ 4 คน หัก ผอ. ออกเหลือ 3 คน ตรวจคนไข้วันๆ นึง 60-80 คน บางวันตรวจเป็น 100 คน บางทีเลิก 4โมงครึ่งบ้าง 5 โมงเย็นบ้าง บางคนปัญหาเยอะ ปัญหาน้อยแตกต่างกัน บางทีอยากคุยกับคนไข้นานๆ แต่คนหลังๆ ก็เริ่มโวยวายว่าตรวจช้า ตรวจเร็วๆ ก็โดนว่าว่าตรวจไม่ละเอียด มี pitfall อีก อยู่เวร บางทีโชคดีก็ได้กินข้าวตรงเวลา บางทีก็เลื่อนไป 1ทุ่ม-2ทุ่มบ้าง ตอนกลางคืนอยู่เวรก็ไม่รู้ว่าจะโดนตามตอนไหน นอนหลับก็ไม่สนิท บางคืนก็โดนตามบ่อยๆ นอนไม่พอ อารมณ์ก็ไม่ดี หงุดหงิดก็ลงกับใครไม่ได้ สุขภาพกายก็เสีย สุขภาพจิตก็เสีย นี่ยังไม่รวมปัญหาอื่นๆ ที่ผมเจอ อย่างเช่น -ญาติคนไข้จะมาฟ้องเรา เพราะเค้าได้ยินเราพูดอย่างนึง แล้วไปแปลเป็นอีกอย่างนึง จนพากันมาที่รพ. เป็นสิบคน จนที่พยาบาลกลัว

-ใบร้องเรียนต่างๆ ว่าเราตรวจไม่ดีมั่ง เสียงดังมั่ง (คนไข้แก่ๆทั้งนั้น พูดเบาๆก็ไม่ได้ยินอีก) เมื่อก่อนก็พอทนได้ เพราะเป็นไม่บ่อย แต่เดี๋ยวนี้คนไข้จากอำเภออื่นเริ่มมาตรวจที่ รพ. ผมแล้ว (ปากต่อปากกันว่า รพ.นี้ ดีกว่า รพ. อื่น) เราก็ทำอะไรไม่ได้ ในเรื่องนี้อีก เป็นเรื่องของผู้ใหญ่เค้าตกลงกัน ภาระมันก็เลยมาตกอยู่ที่คนทำงานนี่แหละ ผมก็เลยคิดว่า ถ้าเราทนไม่ไหว เราก็ออกมาดีกว่า ให้คนที่เค้าตั้งใจอยากจะมาทำงานตรงนี้ มาแทนผมดีกว่า
4.ผมไม่ชอบระบบราชการเลย เอาจริงๆ ก่อนจะมาทำงานก็ไม่เคยมีความคิดว่าจะลาออกหรอก เคยคิดว่าอยากจะอยู่เป็น ผอ.รพ. ไปเรื่อยๆ เหมือนกัน แต่พอได้มาทำงานจริงๆแล้ว มันไม่ใช่อย่างที่คิดว่ะ มันมีอะไรมากกว่านั้น ผมก็รู้อยู่ ว่าข้าราชการเป็นอะไรที่มั่นคง อย่างน้อยก็รู้ว่า เค้าจะไม่เอาเราออกง่ายๆ ซึ่งก็นั่นแหละครับ คนที่ตั้งใจทำงาน ก็ทำงานกันไปเรื่อยๆ คนที่ไม่อยากทำ มันก็ไม่ทำ ยังไงก็เอาออกไม่ได้อยู่แล้ว กว่าจะถูกให้ไล่ออกจากราชการ ต้องมีการสอบสวนกี่รอบก็ไม่รู้ สุดท้าย เรื่องก็ค่อยๆ เงียบไป คนที่ทำงานก็หมดกำลังใจแบบนี้แหละ นอกจากนั้น ก็เรื่องระบบอาวุโส ในราชการนี่แหละ คนที่อายุน้อยกว่าต้องทำตามคนที่อายุมากกว่าตลอด ตอนเป็น GP ก็โดน abuse จาก specialist, หมอรุ่นพี่ จบ specialist มาก็อาจจะโดน specialist รุ่นพี่ abuse กันต่อ เพราะภาระงานมันหนักขึ้นเรื่อยๆ อีกหน่อย GP ก็จะกลายเป็น Referologist เพราะคนไข้ก็อยากจะเจอหมอเฉพาะทาง จะทำหัตถการอะไรก็ไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่หมอเฉพาะทาง เกิดมีปัญหาขึ้นมา ก็เตรียมเอาขาแหย่เข้าไปในคุกได้เลย หรือการมีไดโนเสาร์อยู่ในองค์กร เราอยากจะให้เค้าพัฒนาเรื่องนี้ แต่คนที่แก่กว่าเค้าก็ไม่อยากทำ บอกว่า “เค้าทำอย่างงี้กันมาตั้งนานแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร เราจะให้เค้าเปลี่ยนทำไม?” อืม บางที เราก็อยู่แต่ใน Comfort zone จนเราชินเนาะ ถ้าเราไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง อีกหน่อยเราก็จะอยู่แบบไดโนเสาร์แบบนี้ไปเรื่อยๆแหละ นี่ยังไม่รวมถึง งานคุณภาพต่างๆมากมาย ต้องมีแบบประเมิน ตัวชี้วัดนู่นนั่นนี่ ที่คนคิดไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้คิด บางอันมันก็ไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องทำเลย เป็นการเพิ่มภาระงานให้กับเราเปล่าๆ บางคนอาจจะบอกว่า “อดทนไปอีกหน่อยน่า เดี๋ยวเป็น ผอ. เดี๋ยวก็สบายแล้ว ค่อยไปเปลี่ยนแปลงตอนนั้นก็ได้” ผมกลัวว่าผมอาจจะไม่ไหวก่อนแก่น่ะสิ 555 ผมก็ไม่รู้ว่าจะทนรอไปถึงวันนั้นทำไม ในเมื่อตอนนี้เรามีทางเลือกที่ดีกว่าให้เลือก ทำไมเราถึงไม่เลือกมันล่ะ อีกอย่าง พ่อกับแม่ก็มีสิทธิข้าราชการของพ่ออยู่แล้ว ผมก็ทำประกันชีวิตไว้แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องใช้สิทธิข้าราชการอะไร

5.ผมรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนไป รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนอารมณ์ร้อนขึ้น หงุดหงิดง่ายกว่าเดิม เบื่อ ไม่มีความสุขในการทำงานเลย ทุกวันนี้ตื่นมาก็มานั่งถามตัวเอง นี่เรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ นี่คือชีวิตที่เราต้องการจริงเหรอ เหตุการณ์มันเริ่มมาพีคตอนที่ผมเริ่มมีอาการเจ็บตานั่นแหละครับ ถ้ามีคนจำได้ คือตอนนั้นอยู่เวรติดกัน 2 วัน จะไปตรวจก็ไม่ได้ ไม่มีคนมาแลกเวร ตอนนั้นจะไปตรวจที่ รพ.ศ. ก็ต้องรอคิววันถัดไป ซึ่งถ้าผมไปตรวจ ก็จะมีน้องตรวจกันอยู่ 2 คน ผมก็สงสารน้อง ก็เลยเลือกที่จะไปตรวจที่ clinic แทน พอไปตรวจ ก็เป็นแผลที่กระจกตา (corneal ulcer) แล้วอาจารย์ก็นัดตรวจวันถัดไปเลย แต่ผมก็อยู่เวรอีก ก็ต้องไปทำงานทั้งที่ยังป่วยอยู่อย่างงั้น ตอนแรกเพื่อนคุยกับอาจารย์ว่าจะนัดวันตรวจที่ รพ.ศ. ให้ แต่ผมก็ปฏิเสธไป อาจารย์ก็เลยฝากเพื่อนมาบอกว่า “ถ้าเราป่วยเป็นอะไรไป เดี๋ยวเค้าก็หาคนมาแทนเราได้แหละ แต่คนที่จะเสียใจที่สุดน่ะ คือคนที่รักเรานะ” คำพูดนี้มันทำให้ผมฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้เยอะเลย เรามัวแต่ทำงานจนไม่ดูแลตัวเองเลยเหรอวะเนี่ย ตอนที่ไปตรวจตาซ้ำอีกวัน อาจารย์บอกว่าโชคดีนะ ที่มาตรวจเร็ว ไม่งั้นแผลใหญ่กว่านี้ อาจจะมีปัญหากับการมองเห็นของผมก็ได้ แต่สุดท้ายแผลก็ฝากแผลเป็นไว้ที่ตาผม (corneal scar) อยู่ดี อีกอย่างคือเดี๋ยวนี้เริ่มมีปัญหาปวดท้อง (Dyspepsia) มาบ่อยๆ จากกินข้าวไม่ค่อยตรงเวลาบ้าง กินเผ็ดบ้าง เคยได้ฉีดยาแก้ปวดเช้า-เย็น คาเข็มฉีดไว้อย่างงั้น แล้วก็ยังต้องมาทำงาน ตอนตาเจ็บก็ปิดตามาทำงาน รู้สึกสงสารตัวเองชิบ

จริงๆ มันก็มีเหตุผลอย่างอื่นอีกแหละครับ แต่อาจจะเล่าได้ไม่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยผมก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองบ้าง ว่าอย่างน้อยเราก็ทนทำงานใช้ทุนจนครบเวลาได้ ผมเชื่อว่าถ้าระบบสาธารณสุขบ้านเรายังเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ซักวันนึง ผมคงได้นั่งดูความ ship high ของระบบนี้ ทุกอย่างมันก็คงต้องพังลงมาแน่นอน “เราใช้เวลา 6 ปี ในการสร้างหมอที่ดี 1 คน แล้วเราก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ทำให้ทุกอย่างมันพังลงมา”

ปล.ตอนนี้ผมก็ยังทำงานอยู่ที่เดิมจนถึงสิ้นเดือนนะครับ
ปล2.เดี๋ยวจะมาบอกว่าชีวิตหลังจากลาออกเป็นอย่างไร อิอิ”

นอกจากนี้แอดมินเพจดัง “Drama-addict” ก็ได้แสดงความคิดเกี่ยวกับเรืองนี้ด้วยว่า “ปัญหานี้อีกสิบพี่ตูน วิ่งรอบโลกวนไปถึงดาวพลูโตทะลุออกนอกสุริยะจักรวาล ก็แก้ไม่ได้ เพราะ มันไม่เกี่ยวกับการขาดแคลนทรัพยากร แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการภายในที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย

ก็เข้าขั้นเหี้ยเหมียนเดิม แถมไม่มีใครกล้าเอาประเด็นนี้มาถกเถียงกันจริงๆจังด้วย พับผ่า มันถึงเป็นอบบนี้ไง รอวันฉิบหายกันทั้งระบบอย่างเดียส
ปล สู้ๆว่ะไอ้หนุ่ม อีกนิดก็ได้ลาออกละนะ”