“อ่ำ อัมรินทร์” คืนวงการบันเทิง หลังหายหน้าร่วม 2 ปี


วันนี้เจ๊เหมียวได้รับรายงาน ที่ สตูดิโอ ธีวีทันเดอร์ เมื่อวันที่ 5 กค. ได้มีการจัดบวงสรวงละครเรื่อง “สิงหะ นาคะ” ซึ่งมีนักแสดงมาร่วมพิธีกันมากมาย รวมถึง อ่ำ-อัมรินทร์ นิติพน ที่หายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงไปเกือบ 2 ปี หลังจากที่หย่าขาดกับอดีตภรรยา “จอย อัจฉรียา” และเกิดดราม่าต่างๆมากมาย

หลังจากจบพิธีบวงสรวง ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์อดีตนักร้องนักแสดงหนุ่ม ว่าก่อนหน้านี้หายไปไหนมา เจ้าตัวเล่าว่า “ก่อนที่จะมารับละครเรื่อง “สิงหะ นาคะ” ผมก็อยู่บ้าน ไหว้พระ พาแม่ไปเที่ยวบ้าง เตรียมงานส่วนตัวที่จะทำอะไรหลายอย่างกับรายการทีวี แล้วผมรอคอยโอกาสจากใครที่จะให้โอกาสที่จะได้เล่นละคร ผมไม่สามารถไปบอกใครได้ว่าผมอยากเล่นละคร ด้วยภารหน้าที่ต้องมีอยู่ที่บ้านที่จะต้องดูแล แล้วทางทีวีธันเดอร์ติดต่อมาให้ผมเล่นละคร พอได้รับได้ข้อมูลประเภทไหน เล่นกับใครบ้าง ก็ตกลงเล่น โดยเฉพาะมีรายชื่อของอาจารย์ต๊อก(ศุภกรณ์)อยู่ด้วย ไม่ต้องตัดสินใจนานเลย กับงานละครผมไม่ได้เล่นละครมา 5 ปี”

เป็นเพราะว่าอยู่ระหว่างการเลือกบทหรือเปล่า
“ผมไม่ได้เลือกนะ ผมเล่นได้หมด อย่างในเรื่องนี้ 3 ตอนแรกผมเล่นเป็นหมานะ เพราะเขาจะเป็นอาจารย์ที่ปรุงยารักษาลูกศิษย์ใช้อภินิหารเปลี่ยนแปลงตัวเป็นอะไรอื่นๆได้”

แบบนี้ต้องเคาะสนิมไหม ไม่ได้เล่นมานาน “โอ้โห้ งงเลยนะ เพราะว่าเป็นทีมงานใหม่และเป็นนักแสดงใหม่ด้วย มีอาจารย์ต๊อกคอยบอกว่าอะไรเป็นอะไร เพราะว่าผมไม่ค่อยได้อ่านบทนะ ไม่ใช่ว่าขี้เกียจนะ สายตาไม่ดี ใส่แว่นสายตาแล้วจะทำให้ปวดหัว มีปัญหาเรื่องการอ่าน”

ถามต่อว่าช่วงที่ห่างหายไปวงการทำอะไรอยู่บ้าง นอกจากเตรียมตัวทำรายการโทรทัศน์
“ที่ผมหายไป ผมไปทำธุระของตัวเองในเรื่องของส่วนตัว ที่จะพยายามคลี่คลายเรื่องราวของตัวเองให้ตัวเองเข้าใจที่สุด เรื่องของสถานะที่เปลี่ยนไปเรื่องของปัญหาที่จะเข้ามา ปัญหาที่เราไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา คลี่คลายปัญหาอะไรต่างๆ ด้วยเวลาผ่านพ้นและการที่เราทำความเข้าใจ พอตัวเองเข้าใจแล้วเราก็หลุดพ้นๆ จากห้วงความทุกข์ ก็อาจจะมีธรรมะที่เกี่ยวข้องเข้ามาด้วย แต่ไม่ถึงกับปฎิบัติแค่เราไปร่วมบุญกับเขา มันสบายใจ เกิดความเข้าใจกับทุกอย่างที่อยู่รอบข้างเรา ไม่มีอารมณ์ฉุนเฉียวมากนัก ผมรู้ว่าตัวเองกลัวต่อบาป เพราะกรรมที่ผ่านมาทำให้เราทุกข์ ที่เราไปทำอะไรไว้ทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ แล้วเราก็ผ่านพ้นมาด้วยเรื่องอะไร คือการที่เราทำใจให้สงบผม”

เรียกว่าเป็นอ่ำคนใหม่
“ยังเหมือนเดิมนะ ถ้าหยาบก็หยาบเหมือนเดิม ถ้าดีก็ดีเหมือนเดิมนะ(ยิ้ม) แต่พวกอารมณ์ที่ทำให้ขัดแย้งกับคนอื่นผมคงไม่ทำ”

ถามถึงเรื่องรายการโทรทัศน์หน่อยออกอากาศช่องไหน
“ผมได้โอกาสจากทางช่อง 5 แล้วจะออกอากาศวันที่22 ก.ค.นี้ ชื่อรายการ “ต้องแวะ” เป็นรายการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเก็บประสบการณ์ข้างทาง”
ถามถึงหลังจากช่วงดราม่ามากมายที่เข้ามาในชีวิต วันนี้ยังได้เจอกับลูกสาวบ้างไหม
“ตอนนี้น้องอยู่อเมริกา คุณจอยพาไปเที่ยว แอลลี่เคยไปตอน 6 เดือน ตอนนั้นเขาไม่รู้เรื่องอะไร แล้วเขามีความหวังอยากจะไป แล้วพอดีว่าเขาเรียนดีมาก แอลลี่เลยได้ไป เขาไปกันเกือบเดือนแล้ว จะกลับมาวันที่13 ก.ค.นี้ เขาส่งรูปภาพมาให้ดู ซึ่งดูเขามีความสุขมากนะ ถามว่าผมหวงลูกสาวไหม ไม่หวงนะ เราจะดูแลเขาในภารหน้าที่ที่เรามี เราพยายามสร้างโอกาสให้ตัวเองเพื่อที่จะได้มา แล้วให้สิ่งที่ดีที่สุดแกลูก ผมไว้ใจคุณจอยว่าเขารักแอลลี่มากที่สุด ผมมีหน้าที่ทำ ส่วนเรื่องเข้าวงการ ผมว่าเดี๋ยวเขาก็มา เพราะเขาก็ชอบอยู่นะ เขาเป็นศิลปินแต่เด็กเลย”

มีโอกาสที่เราจะพาลูกสาวไปออกรายการท่องเที่ยวกับเราไหม “มีโอกาส แต่ก็ต้องดูความเหมาะสมว่าน้องเขาว่างหรือเปล่า ถามว่าผมพร้อมที่จะเป็นป๋าดันไหม อันนี้บอกเลยว่าไม่พร้อม เพราะว่ากำลังไม่มี กำลังมีแค่ทำ และก็สร้างให้เขาให้ได้ ส่วนจะไปดันทุรังทำให้เขาเป็น ผมไม่ใช่พ่อแบบนั้น ตั้งแต่เล็กมาเราปล่อยให้เขาเป็น ถ้าไม่ถูกไม่ควรเดี๋ยวคุณจอยเขาจะตักเตือน แต่ตอนนี้เขาโตแล้ว เขาความคิดระดับนึงที่อยากจะดูแลตัวเองให้ได้ คิดอยากที่จะทำ อยากที่จะเป็นอะไรในแบบของเขา”

ที่มีเรื่องดราม่าที่ผ่านมา ส่วนตัวได้มีโอกาสเจอน้องแอลลี่บ้างไหม
“มีโอกาสนะ แต่ผมไม่มีโอกาสเจอเขาเอง เพราะตัวของผมเอง คือคุณจอยเข้าใจผม ว่าบ้านที่ผมอยู่ตรงนี้จะไปรับเขาที่สาธรแล้วไปส่งเขาที่โรงเรียน แล้วผมกลับมาบ้าน มันจะเหนื่อยผม แล้วถ้าผมขับรถนานๆแล้วจะปวด เพราะผมเป็นโรคเก๊า คุณจอยรู้ว่าผมป่วย เขาก็คอยดูแลอยู่ห่างๆ เขาก็บอกว่าว่างเมื่อไหร่ก็มาหากันได้นะ พอแวะเข้าไปก็ไปนั่งคุยกันกับคุณจอยว่าจะทำอะไร เดี่ยวจะช่วยตรงไหน จอยรับรู้เรื่องราวของผมทุกอย่างเลยนะ”

เรียกว่ายังช่วยเหลือกันอยู่
“มันผ่านเรื่องราวที่ไม่เข้าใจกัน จนตอนนี้เข้าใจกันจริงๆแล้วในเหตุนั้น และสิ่งที่เราสบายใจคือเรายังได้เห็นไม่ได้ตายหายไปไหน และสิ่งที่ต้องทำคือทำให้เขาสบายใจมากที่สุด เขาจะพยายามดูแลเราได้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีมาก เราไม่ก็จะไม่ทำตัวบ้าๆ บอๆ เหมือนก่อน ตอนนี้จะทำอะไรก็จะปรึกษาเขาว่าจะทำอะไรทำเลย เหมาะสมที่จะทำไหม”

จอยเป็นที่ปรึกษา
“เรียกว่าเป็นคนวางบิลครับ(ยิ้ม) เขาเป็นคนเก็บตังค์(หัวเราะ)”

จะพาน้องแอลลี่มาอยู่ด้วยช่วงวันหยุดไหม

“ผมคิดว่าเขาคงจะงง เพราะว่าบ้านผมเปลี่ยนไปเยอะ ออกไปทางจิตกรรม ให้ผมได้อยู่คนเดียวได้พิจารณาตัว คือว่าถ้าผมเอ่ยปากเขาก็มา เพียงแต่ผมไม่ได้เอยปากเท่านั้นเอง ผมว่าเขาอยู่กับแม่ดีที่สุดนะ ด้วยความที่เป็นผู้หญิงด้วย อยู่กับแม่ดีที่สุด ความเป็นพ่อจะกระหนุ่งกระหนิงเหมือนเมื่อก่อนหมดโอกาสแล้ว แล้วเขารู้ว่าผมรักเขาแค่ไหน เรายังได่เจอกันบ้างตามโอกาส”