อาจถึงตาบอด !! หมอห่วงนร.สาว ตาบอด! ย้ายแล้วครูปาแก้ว ตร.ออกหมายเรียกเอาผิด

อาจถึงตาบอด !! หมอห่วงนร.สาว ตาบอด! ย้ายแล้วครูปาแก้ว ตร.ออกหมายเรียกเอาผิด

1

ย้ายแล้วครูปาแก้ว ใส่น.ร.สาว จนเสียโฉม -หน้าเบี้ยว พร้อมจำลอง เหตุเขวี้ยงใส่ เพื่อนน.ร. ยันครูปาแก้วใส่-ไม่ได้ขว้างผนังคกก.เร่งสอบวินัยร้ายแรง-รู้ผลไม่เกิน 7 วัน ด้านผอ.โรงเรียนป้องครูพละ ชี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น กำชับบุคลากรหวั่นซ้ำรอย ตร.ออกหมายเรียกครูรับทราบข้อหาทำร้ายร่างกาย เร่งสอบ 34 เพื่อนน.ร. ส่วนปวีณาพาน.ร.สาวไปรักษาที่ร.พ.ยันฮี หมอระบุกล้ามเนื้อหน้าไม่ตอบสนอง-เจ็บขั้นสาหัส หวั่นตาแห้ง- อักเสบ-มองไม่ชัด ปล่อยไว้นานอาจพิการถาวร ร้ายแรงถึงตาบอดได้ ถ้าเส้นประสาทขาด เล็งผ่าตัดด้วย น.ร.สาวแนะครูควรแสดงความ รับผิดชอบ เตรียมย้ายโรงเรียนด้วย

จากกรณีน.ส.นฤดี จอดสันเทียะ หรือน้องทราย อายุ 17 ปี นักเรียนม.5 โรงเรียนโชคชัยสามัคคี จ.นครราชสีมา ถูกนายไพฑูรย์ แกลงกระโทก อายุ 58 ปี ครูพลศึกษา ปาแก้วเซรามิกใส่โดนกกหูจนเสียโฉมและหน้าเบี้ยว หมอตรวจระบุกล้ามเนื้อบวมทับเส้นประสาทคู่ที่ 7 เหตุเกิดวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อนแม่พาเข้าแจ้งความเอาผิดและเข้าร้องเรียนกับมูลนิธิปวีณาฯ ด้านผอ.โรงเรียนชี้แจงและยอมรับครูพละปาแก้วพลาสติกใส่จริง เหตุเด็กคุยเสียงดังขณะสอน แต่ปาใส่ผนังแล้วกระเด็นไปโดนหน้า ที่ผ่านมาดูแลตลอด แต่สุดท้ายตกลงค่ารักษากันไม่ได้ ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้วนั้น

สำหรับความคืบหน้า เมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายชูเกียรติ วิเศษเสนา ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาเขต 31 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบทางวินัยครูพละที่ก่อเหตุใช้แก้วปาใส่นักเรียน แล้ว โดยให้นายสมัคร ไวยขุนทด ผอ.โรงเรียนสุรนารีวิทยา เป็นประธานสอบสวน และให้รายงานผลไม่เกิน 7 วัน นอกจากนี้กระทรวงยุติธรรมยังมอบหมายให้นายพิเชียรพัฒน อินทรพานิช ยุติธรรมจังหวัดนครราชสีมาเข้ามาดูแลช่วยเหลือให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ต่อ มาที่โรงเรียนโชคชัยสามัคคี นายสมัคร ไวยขุนทด พร้อมด้วยนายอนันต์ พิมพ์เกาะ ผอ.โรงเรียนบุญวัฒนา และนายสมทรง เผื่อนงูเหลือม นิติกรชำนาญการพิเศษ สพม.31 เดินทางมาสอบสวนข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น โดยมีนายนิพนธ์ ภักดีแก้ว ผอ. โรงเรียนโชคชัยสามัคคี คอยอำนวยความสะดวก จากนั้นเชิญพยานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย น.ส.ผกาวรรณ สุวรรณภูมานนท์ อาจารย์ที่ปรึกษาชั้นม.5/10 นายสมศักดิ์ ค่ากระโทก เพื่อนนักเรียนและหัวหน้าห้อง พร้อมเพื่อนนักเรียนหญิงอีก 3 คนที่อยู่ในเหตุการณ์มา สอบถามข้อเท็จจริง จากนั้นจำลองเหตุการณ์ โดยใช้สถานที่เกิดเหตุจริง ซึ่งเป็นอาคารสุขศึกษาและพลศึกษา พร้อมให้นักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงแสดงให้คณะกรรมการได้ดู

นาย นิพนธ์ เปิดเผยว่า วันนี้นายไพฑูรย์ แกลงกระโทก ไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่ติดภารกิจพานักกีฬาของโรงเรียนไปแข่งขันกีฬาที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมืองนครราชสีมา ที่ผ่านมานายไพฑูรย์รับราชการมากว่า 40 ปี ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันและมีจิตวิญญาณความเป็นครู จึงเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยขอให้สังคมพิจารณารอบด้านและให้ความ เป็นธรรมด้วย พร้อมกำชับให้บุคลากรควบคุมอารมณ์ในการเรียนการสอน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยอีก ล่าสุดมีคำสั่งให้นายไพฑูรย์ไปช่วยราชการชั่วคราวที่สพม.31 จนกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้นด้วย

ด้านนายสมัครกล่าวว่า ได้มารวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ โดยสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่านายไพฑูรย์จะเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ หากเข้าตามเงื่อนไขผู้เสียหายมีสิทธิ์เรียกร้องค่าชดใช้และสินไหมทดแทนกับ หน่วยงานของรัฐคือ สพฐ. ในฐานะราชการต้นสังกัด โดยขอยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ขณะที่นายสม ศักดิ์ หัวหน้าห้องที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่นั่งเรียงแถวอยู่ลานด้านหน้าอาคาร ได้พากันหลบแดดที่ส่องลงมาด้วยการลุกขึ้นยืน ทำให้ครูไพฑูรย์ไม่พอใจและปาแก้วใส่กลุ่มนักเรียน ลักษณะไม่มีเจตนาให้ถูกใครหรือปาด้วยความแรง ขณะนั้นเพื่อนที่เคราะห์ร้ายกำลังยืนก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ จึงไม่สามารถหลบได้ทัน ส่วนเพื่อนคนอื่นหลบหลีกได้ ส่งผลให้น.ส.นฤดีได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ยังร่วมเล่นตะกร้อกับเพื่อนตามปกติ จึงรู้สึกตกใจ หลังทราบว่าเพื่อนบาดเจ็บรุนแรงจนหน้าเบี้ยว

ส่วน การสอบสวนดำเนินคดี พ.ต.ท.รณรงค์ สุรทศ รองผกก.ป.สภ.โชคชัย ออกหมายเรียกนายไพฑูรย์ มารับทราบข้อหาทำร้ายร่างกาย ผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บภายใน 3 วัน หลังก่อนหน้านี้ได้นัดหมายมารับทราบข้อกล่าวหา แล้ว แต่เจ้าตัวไม่ยอมมาตามนัด หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะสอบปากคำนักเรียนร่วมชั้น 34 คน ต่อหน้านักจิตวิทยาและอัยการ รวมทั้งสอบปากคำนายไพฑูรย์ด้วย คาดใช้เวลาอีก 1 สัปดาห์

2

วันเดียวกัน นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พาน.ส. นฤดี มาที่ร.พ.ยันฮี เพื่อพบกับนพ.สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ประธานกรรมการบริหาร ร.พ.ยันฮี เพื่อตรวจอาการในเบื้องต้น โดยนพ.สุพจน์ยืนยันจะให้การรักษาช่วยเหลือ เต็มที่และไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่อาจต้องใช้เวลาในการรักษาและรีบรักษา เพราะหากปล่อยไว้นานอาจพิการถาวร

จากการตรวจสอบพบว่ากล้าม เนื้อใบหน้า ตั้งแต่หนังตาไล่ไปจนถึงคางซีกซ้ายไม่ตอบสนอง และกล้ามเนื้อหน้าไม่ยกขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งผิดปกติ โดยนพ.สุพจน์กล่าวว่า จากการตรวจสอบกระดูกไม่น่าแตกหัก แต่น.ส.นฤดี มีอาการเจ็บใบหน้าด้านซ้ายมากและไม่ทำงาน ส่วนใบหน้าด้านขวาทำงานปกติ โดยเส้นประสาทด้านซ้ายไม่สั่งงาน อาจเกิดจากเส้นประสาทควบคุมหนังตาไม่สั่งการ ซึ่งอาจทำให้ตาแห้งและอักเสบ ผลที่ตามทำให้ลูกตาจะขุ่นและมองเห็นไม่ชัด ร้ายแรงถึงขั้นตาบอด ได้ จึงต้องตรวจสอบว่ากล้ามเนื้ออักเสบแล้วทับเส้นประสาท หรือเส้นประสาทขาด หากอักเสบก็ให้ยาตามปกติ แต่ถ้าเส้นประสาทขาดต้องเปิดแผลแล้วเย็บเส้นประสาท โดยอาจใช้เวลารักษา 3-6 เดือน พร้อมเร่งหาสาเหตุ แต่กรณีนี้เป็นที่แน่ชัดว่าเกิดจากถูกกระแทกที่กกหู ซึ่งตรงกับเส้นประสาทคู่ที่ 7 ที่มีลักษณะคล้ายรากแก้วและมีรากฝอยอีก 5 เส้น ทำหน้าที่ ควบคุมเปลือกตาบนและล่าง แก้ม ริมฝีปากและคาง ซึ่งอาการที่เกิดกับน.ส.นฤดีเชื่อว่าเกิดจากเส้นประสาทรากแก้ว โดยถือว่าสาหัส เพราะรักษามาแล้วกว่า 1 เดือนและยังไม่หาย

ด้าน น.ส.นฤดี เปิดเผยว่า สิ่งที่นายไพฑูรย์บอกกับนายนิพนธ์ว่าตั้งใจจะปาแก้วใส่ผนังและไม่ตั้งใจปา ใส่นั้น ตนคิดว่าครูเป็นครู จึงควรแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำไป หลังจากนี้คงต้องย้ายโรงเรียน เพราะคิดว่าไม่สามารถเรียนที่โรงเรียนเดิมได้แล้ว หลังสอบเสร็จจะไปทำเรื่องย้ายทันที ส่วนตอนนี้มีความหวังว่าต้องหายเป็นปกติและรู้สึกโล่งใจมากที่มูลนิธิปวีณาฯ และร.พ.ยันฮีเข้ามาช่วยเหลือ

ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศธ. กล่าวว่า นายการุณ สุกลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้รายงานให้ทราบเบื้องต้นแล้วว่าครูคนดังกล่าวยอมรับว่าทำจริง ถือเป็นการกระทำที่ลุด้วยโทสะ เพราะคนเป็นครูควรควบคุมอารมณ์มากกว่าปกติ แม้จะเห็นใจครูที่ต้องพบเจอและรับมือกับเด็กที่มีลักษณะที่หลากหลาย แต่ก็ช่วยไม่ได้เนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพครูต้องรู้จักอดทน รวมถึงหาวิธีดูแลหรือลงโทษที่เหมาะสม ไม่ควรใช้วิธีนี้ ส่วนการรักษาพยาบาลทราบว่าโรงเรียนและครูกำลังต่อรองกับครอบครัวเด็กอยู่