ประเด็นร้อนแรง!!!!“การข่าว” ของ “กระทรวงยุติธรรม”

ไม่เพียงแต่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา จะหายไปจาก “วงจรข่าว”ในกรณี “ธรรมกาย”

หากแม้กระทั่ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ก็”เงียบ”

มิได้หมายความว่าจะมีการเปลี่ยนตัวโดยเอา”รองผบ.ตร.”อีกท่านหนึ่งเข้ามาแทน

หากแต่เป็นไปตาม “โครงสร้าง”

นั่นก็คือ แผนจับตัว พระเทพญาณมหามุนี หลัง”วันวาเลนไทน” เป็นเรื่องของ “ดีเอสไอ” เป็นเรื่องและความรับผิดชอบของ กระทรวงยุติธรรม

จึง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ต้อง “หลบ”

ในเดือนมิถุนายน 2559 ในเดือนธันวาคม 2559 อาจเห็นประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อย่างแนบแน่น

แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ไม่มีใครเห็น

ยิ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ยิ่งแทบไม่เคยออกโรงให้ได้เห็นหน้า ให้ได้ยินเสียง

ทุกอย่างจึงอยู่ในมือ “ดีเอสไอ”

หากฟังแถลงจากทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประสานเข้ากับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

นี่เป็นเรื่องของ “กระทรวงยุติธรรม”

เหมือนที่เคยมอบความไว้วางใจให้กับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ในการออกหน้าและจัดการกับปัญหา

ครานี้เป็น นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ

ความน่าสนใจอย่างยิ่งยวดก็คือ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธรนะ แม้มิได้มาจากสาย”ทหาร” แต่อย่าลืมตำแหน่งสุดท้ายในทางราชการ

นั่นก็คือ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

เรียกกันว่า นี่คือ สำนักข่าวกรองกลาง หรือ “ซีไอเอ” ตัวจริงของประเทศไทย

แต่จุดที่ “ซีไอเอ” เมืองไทยสอบตกคือ “การข่าว”

ไม่ว่าการข่าวอันมาจากทหาร ไม่ว่าการข่าวอันมาจากตำรวจ ไม่ว่า การข่าวอันมาจากพลเรือน

ในที่สุดก็ไปรวมศูนย์ที่”สำนักข่าวกรองแห่งชาติ”

นั่นคือ ประสบการณ์และความจัดเจนเป็นอย่างสูงของ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ก่อนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

และที่สำคัญ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

พลันที่ “ดีเอสไอ” รุกเข้าไปในพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ของวัดพระธรรมกายแล้วคว้าน้ำเหลวกลับออกมา ไม่ว่าจะเป็นวันที่ 17 ไม่ว่าจะเป็นวันที่ 18 กุมภาพันธ์

คำถามก็คือ “ดีเอสไอ”ไม่รู้หรือว่า พระเทพญาณมหามุนี หลบอยู่ที่ไหน

คำถามนี้มีแรงสะเทือนกว้างไกลอย่างยิ่ง

สะเทือนจาก “ดีเอสไอ” กระทบเข้าไปยัง นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ