ข่าวสดพระเครื่อง : พระโอวาท-ธรรมคติ สมเด็จพระสังฆราช

ภายหลังพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็น “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

วันที่ 13 ก.พ. วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีพุทธศาสนิกชนทยอยเดินทางมารอเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นจำนวนมาก

ด้วยทางวัดเปิดให้ประชาชนเข้าถวาย สักการะแสดงมุทิตาจิต โดยพร้อมใจแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำและสีขาว ส่วนใหญ่เตรียมพานพุ่มดอกไม้และพวงมาลัยมารอถวายด้วย อีกทั้งยังมีพระสงฆ์จากหลายวัดเดินทางเข้าถวายสักการะอย่างต่อเนื่อง

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ยังได้ประทานพระโอวาทให้แก่พุทธศาสนิกชนที่มารอเฝ้าสักการะเป็นครั้งแรก ความว่า

“ขออำนวยพรแก่สาธุชนทุกคน ที่ได้มีศรัทธาและได้มาประชุมพร้อมกันด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยกุศล ท่านทั้งหลายได้มาในวันนี้ เพื่อมาอำนวยพรหรือมาแสดงมุทิตาแก่อาตมา ที่ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ขออนุโมทนาสาธุการ ขอบใจ อุบาสก อุบาสิกาทุกท่าน ท่านทั้งหลายมีธรรม ความดีความงามประจำใจอยู่และขอให้รักษาความดี ความงามที่มีให้คงอยู่ตลอดไป ท่านทั้งหลายเป็นอุบาสก อุบาสิกา เพราะฉะนั้นขอให้รักษาจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยให้คงที่ไว้ หลักธรรมสำคัญ 3 ข้อ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนและขอให้ยึดถือเป็นประจำคือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือทำกาย วาจา ใจให้เป็นปกติ นึกถึงสภาวธรรมที่ว่าง เป็นปกติ มีสมาธิ ปัญญาก็เกิดขึ้นตามลำดับ

ฉะนั้น ขอให้นึกถึงหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้สอนเราไว้ 3 ข้อง่ายๆ ทุกคนก็จะมีความสุขใจ อนึ่งในหลวงรัชกาลที่ 5 ได้ทรงสร้างวัดราชบพิธฯ ในสมัยของพระองค์ มีภาษิตอยู่ บทหนึ่ง ซึ่งอาตมาขอมอบภาษิต “สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิ สาธิกา ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ยังความเจริญวัฒนาถาวรให้สำเร็จ” ให้รักษาคำนี้ไว้และนำไปปฏิบัติ เพราะความพร้อมเพรียงนำความเจริญรุ่งเรืองให้สำเร็จได้ ขณะนี้ประเทศเรากำลังต้องการการพัฒนา ขอให้ท่านนึกถึงสุภาษิตนี้ รวมถึงศีลทั้ง 3 ข้อ หวังว่าทุกท่านจะเข้าใจและยึดถือศีล สมาธิ ปัญญา มีความสามัคคี เท่านี้ประเทศชาติของเราก็จะเจริญรุ่งเรือง”

วันที่ 14 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อม นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา ได้นำคสช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราชด้วย

สมเด็จพระสังฆราชมีพระดำรัสกับนายกฯ และนายกฯ น้อมรับพระดำรัสว่า “จะมีสติในการทำงานไม่ประมาท และจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข”

บ่ายวันเดียวกัน สมเด็จพระสังฆราชเสด็จออกด้านหน้าพระอุโบสถประทับพระอาสน์ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนชื่นชมพระบารมี และประทานพระโอวาท ความว่า

“ขออำนวยพรแด่อุบาสก อุบาสิกาทุกท่าน ที่ได้มาร่วมประชุมกัน ณ วัดราชบพิธฯ ในขณะนี้ และขออนุโมทนาสาธุการแด่ทุกท่านที่ได้มีจิตมุทิตา ได้มาแสดงปีติยินดีในวาระที่ได้สถาปนา อาตมาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ท่านทั้งหลายได้มาตากแดด ตากลม รู้สึกว่ามีขันติ ความอดทนอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใส ที่นำคำสอนของพระพุทธองค์มาทดสอบปฏิบัติแก่จิตใจของตัวของตน เป็นที่น่าอนุโมทนาสาธุยิ่งนัก”

“การที่ท่านทั้งหลายมีความสมานฉันท์มาร่วมกันบำเพ็ญกุศล และมุทิตาแก่อาตมา เป็นที่น่ายินดีแก่อาตมายิ่งนัก และในฐานะที่ท่านทั้งหลายได้มาที่วัดราชบพิธฯเป็นประจำ ก็ขอให้นำภาษิตที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงสร้างวัดราชบพิธฯ ได้อาราธนาท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (ปุสสเทว สา) จากวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ที่ได้คิดเป็นคำสุภาษิตภาษาบาลีว่า “สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิ สาธิกา” แปลเป็นไทยว่า ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ยังความเจริญวัฒนาถาวรให้สำเร็จ ซึ่งมีคำนี้เขียนไว้ที่พระอุโบสถ”

“ขอให้ท่านทั้งหลายจำคำนี้ไว้ และพร้อมใจกันนำไปปฏิบัติ ถ้าอยู่ 2 คน 3 คน 4 คน 5 คน ถ้าเราไม่พร้อมเพรียงกันอะไรจะเกิดขึ้น เหมือนพายเรือ 4 คน ชักกราบละ 2 คน ถ้าต่างคนต่างพายเรือจะหมุนไปทางไหนก็ไม่รู้ เราทั้งหลายรู้ แต่จะทำหรือไม่ เลยให้ข้อคิดไว้ อยากกินขนม อยากได้เงิน แล้วไม่ทำงานแล้วจะได้ไหม เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ต้องบรรยายมาก อาตมาขอให้ข้อคิด แต่ให้ไปคิดดูก่อนอย่าเพิ่งเชื่อว่าจริงไม่จริง”

ถือเป็นมงคลอย่างสูงโดยแท้