ขนลุกซู่ๆๆๆ!!!! พระที่โพสต์”งูเหลือม”เลื้อยมาร่วมสวดมนต์ ยืนยันงูเลื้อยมาเอง และที่น่าประหลาดใจที่สุดเพราะงูทำแบบนี้!!!!

ขนลุกซู่ๆๆๆ!!!! พระที่โพสต์”งูเหลือม”เลื้อยมาร่วมสวดมนต์ ยืนยันงูเลื้อยมาเอง และที่น่าประหลาดใจที่สุดเพราะงูทำแบบนี้!!!!

ล่าสุดที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 59 ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวสุดขนลุกเมื่อ พระสมุห์วีรชน วังน้ำเขียว ได้โพสต์รูปภาพงูเหลือมเลื้อยเข้ามาหาพระสงฆ์ขณะที่พระสงฆ์จำนวนมากกำลังปฏิบัติศาสนกิจอยู่ ที่วัดถ้ำดาวเขาแก้ว จ.สระบุรี ได้มีงูเหลือมตัวหนึ่ง เลื้อยเข้ามาหา และมีลักษณะอ่อนน้อม ไม่ดุร้าย คล้ายต้องการเข้ามาทำความเคารพพระสงฆ์ โดยพระสมุห์วีรชน วังน้ำเขียว
ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ณัฐพล มณีมงคล ได้มีการโพสต์ภาพและข้อความถึงกรณีดังกล่าวว่าช่วงเช้าของวันที่ 22 ธ.ค.59 ได้มาอยู่ประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม เข้าอยู่ปริวาสกรรมสวดมนต์ที่วัดถ้ำดาวเขาแก้ว จ.สระบุรี ได้เจอกับ งูเหลือมตัวหนึ่ง เลื้อยเข้าในขณะที่กำลังสวดมนต์ ซึ่งเลื้อยมาในลักษณะอ่อนน้อม ไม่ดุร้ายและจับต้องตัวได้ โดยในโพสต์มีข้อความระบุว่า “เขาว่าคำแก้วเป็นโตประหลาด คำแก้วเป็นตัวประหลาดอีหลีบ่แม่ เจ้าของวลีเด็ด ข๋อยต้องไปเทวาลัย เช้านี้ ได้รับเกียรติจากน้องนาคี มาสวดมนต์ด้วย”และเมื่อโพสต์ดังกล่าวได้แชร์ลงบนโลกออนไลน์ทำให้ชาวเน็ตให้ความสนใจและได้แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก

และอีกหนึ่งโพสต์ที่พระณัฐพล มณีมงคล ได้โพสต์ข้อความซึ่งระบุว่า..วันสุดท้าย ของการอยู่ประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม เข้าอยู่ปริวาสกรรมบัดนี้ สิ้นสุดโครงการปฏิบัติธรรมแล้ว รวมทั้งสิ้น 11 วัน ขอลาก่อน !!! มีโอกาสจะมาเยี่ยมเยียนใหม่ กราบขอบพระคุณพ่อแม่ครูอาจารย์ทุกท่านที่เมตตา ขอบุญนี้ จงสำเร็จแก่มารดา บิดา ของข้าพเจ้า ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า และบรรดาญาติโยมทั้งหลายผู้มีบุญคุณอุปถัมภ์ข้าพเจ้าตลอดจนผู้ที่ร่วมอนุโมทนายินดี ขอจงเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วนี้ด้วยเทอญ สาธุ !!! แต่อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพระหลายวัดจะมาประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม เข้าอยู่ปริวาสกรรมประจำปี ซึ่งจะหมุนเวียนไปตามแต่ละวัดที่จัดโครงการและตอนนี้ที่วัดถ้ำดาวจบงานปริวาสแล้ว ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวทีนิวส์ว่างูที่เลื้อยมานั้น เลื้อยมาเองตามธรรมชาติและไม่ได้เลี้ยงเอาไว้ ทั้งนี้งานปริวาสกรรม คือกิจของสงฆ์ที่พึงชำระศีลของตนเองให้บริสุทธิ์ ดังนั้นการที่เราช่วยในกิจของสงฆ์ตามที่ฆราวาสสามารถช่วยได้ ก็เท่ากับเอื้อความสะดวกให้กับพระสงฆ์ท่าน จึงมีอานิสงฆ์มาก คำว่า ปริวาส นี้มีมาแต่สมัยพุทธกาล เป็นชื่อของสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ที่สงฆ์จะพึงกระทำเพื่อการอยู่ชดใช้ เรียกสามัญว่า “การอยู่กรรม” เรียกรวมกันว่า “ปริวาสกรรม” เป็นระเบียบปฏิบัติสำหรับภิกษุที่ต้องอาบัติ “สังฆาทิเสส” แล้วปกปิดไว้ ทั้งที่เกิดโดยความตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ และอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม จึงต้องประพฤติเพื่อเป็นการลงโทษตัวเองให้ครบเท่ากับจำนวนวันที่ปกปิดอาบัติไว้ เพื่อให้พ้นมลทินและเพื่อความบริสุทธิ์ในการบำเพ็ญเพียรในทางจิตของพระภิกษุสงฆ์ต่อไป


ปริวาส มี ๓ ประเภท คือ
๑. ปฏิจฉันนปริวาส (สำหรับผู้ที่ต้องครุกาบัติแล้วปิดไว้)
๒. สโมธานปริวาส (สำหรับผู้ที่ต้องอาบัติแล้วปิดไว้ ต่างวันที่ปิดบ้าง ต่างวัตถุที่ต้องบ้าง)
๓. สุทธันตปริวาส (สำหรับผู้ต้องอาบัติแล้วปิดไว้ มีส่วนเท่ากันบ้างไม่เท่ากันบ้าง)

แต่ยังมีปริวาสอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นปริวาสสำหรับนักบวชนอกศาสนา ที่ต้องประพฤติก่อนที่จะบวชเข้ามาอยู่ในพระธรรมวินัย เรียกว่า “ติตถิยปริวาส” ซึ่งจัดเป็น “อปฏิจฉันนปริวาส” (สำหรับผู้ที่ต้องครุกาบัติแล้วไม่ปิดไว้)

การอยู่ปริวาสกรรมนั้น เจาะจงไว้บุคคล ๒ จำพวก คือ

สำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่บวชอยู่แล้ว แต่ต้องครุกาบัติ

สำหรับคฤหัสถ์ หรือพวกเดียรถีย์ปริวาสกรรมสำหรับพระภิกษุสงฆ์ เป็นปริวาสตามปกติสำหรับภิกษุในพระพุทธศาสนา แต่ต้อง “ครุกาบัติ” (ต้องโทษ) สังฆาทิเสสเข้า จึงจำเป็นต้องประพฤติปริวาสเพื่อให้หลุดพ้นจากความมัวหมอง ตามเงื่อนไขทางพระวินัยและเงื่อนไขของสงฆ์ (วิ.จุล.๖/๘๔/๑๐๖)
ปริวาสกรรมสำหรับคฤหัสถ์ หรือพวกเดียรถีย์เนื่องด้วยมีคฤหัสถ์จำนวนมากที่ไม่เคยนับถือพระพุทธศาสนามาก่อน คือ ไม่ได้นับถือพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอื่นหรือลัทธิอื่นๆ มาก่อน ที่เรียกว่า “เดียรถีย์” แต่ภายหลังเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และต้องการที่จะนับถือพุทธศาสนาด้วยการจะขอบวชหรือไม่ก็ได้ พระพุทธเจ้าจะทรงพิจารณาให้คนเหล่านี้ได้อบรมตนเสียก่อน เป็นเวลา ๔ เดือน ปริวาสประเภทนี้เรียกว่า “ติตถิยปริวาส”

แต่เดิมผู้ที่ต้องอยู่ติตถิยปริวาส ๔ เดือนนั้น หมายถึง อัญเดียรถีย์ชาตินิครนถ์เท่านั้น แต่ต่อมาได้แก้ไขให้หมายถึง “อาชีวก หรือ อเจลกะ ผู้เป็นปริพาชกเปลือยเท่านั้นฯ” ส่วนเดียรถีย์ผู้ไม่เคยบวชในพระพุทธศาสนานี้ การอยู่ปริวาส ๔ เดือน ท่านเรียกว่า “อัปปฏิจฉันนปริวาส” ฯ (สมนต.๓/๕๓-๕๔)

ขั้นตอนการปฏิบัติตนเพื่อการออกจากอาบัติ สังฆาทิเสส นั้น เรียกว่า “การประพฤติวุฏฐานวิธี” แบ่งเป็น ๔ ขั้นตอนใหญ่ๆ ดังนี้

๑. อยู่ประพฤติปริวาส
๒. ประพฤติมานัตอย่างน้อย ๖ ราตรี
๓. ประพฤติมูลายปฏิกัสสนา (อาบัติใหม่ที่ต้องโทษเพิ่มขึ้นอีก)
๔. พระสงฆ์ ๒๐ รูป ให้อัพภานในการทำสังฆกรรมตามขั้นตอนของการประพฤติวุฏฐานวิธีนั้น ต้องประกอบด้วยคณะสงฆ์ ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายคณะสงฆ์พระอาจารย์กรรม (พระพี่เลี้ยง) ที่เป็นผู้ดูแลความประพฤติของสงฆ์ผู้ขอปริวาส ให้เป็นไปตามขั้นตอนที่พระวินัยกำหนด, และอีกฝ่ายหนึ่งคือพระภิกษุผู้ประพฤติปริวาส หรือ พระลูกกรรม ซึ่งเป็นสงฆ์ที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ขั้นตอนการอยู่ประพฤติปริวาส สำหรับขั้นตอนของการอยู่ปริวาส หรือ “การอยู่กรรม” นั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของปริวาสนั้นๆ ว่า สงฆ์ผู้ต้องอาบัติขอปริวาสอะไร ซึ่งมีลักษณะและเงื่อนไขของปริวาสแต่ละประเภทแตกต่างกันไป
โดย อาจารย์ฅนวัด กลุ่มดวงธรรมสรณ์

ที่มา ณัฐพล มณีมงคล/พระสมุห์วีรชน วังน้ำเขียว